บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๑ มีนาคม ๒๕๔๓

ชัยชนะของจักรพรรดิ

วันนี้เป็นวันที่เริ่มขยายเวลาเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวันละ ๓ ชั่วโมง จากเดิม ๒ ชั่วโมง เรียนแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน โดยเฉพาะไอ้เรียนตัวหนังสือญี่ปุ่น เรียนเพื่อจะอ่านให้พอเอาตัวรอดได้ในญี่ปุ่น ตอนนี้จบตัวฮิรากานะไปแล้ว ทดสอบแล้วถ้าจัดเกรดก็คงเอ เพราะจำได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ภาษาญี่ปุ่นน่ะไม่ได้มีแค่นี้ มันมีตัวคาทากานะอีก เหมือนกันเขียนแตกต่างไปจากฮิรากานะ และไอ้ทั้งฮิรากานะ และ คาทากานะ ก็ยังแบบตัวหนังสือของมันอีกมากมายหลายแบบด้วย

เท่านั้นไม่พอ ระบบตัวอักษรที่ยากที่สุดละมั้งคือ คันจิ ซึ่งเป็นตัวอักษรของจีน ที่เราท่านรู้กันดีว่าป็นตัวอักษรเป็นคำๆที่มาจากรูปทรงของสิ่งต่างๆอีกทีหนึ่ง

เวลาไปอ่านดูในหนังสือพิมพ์หรือตามป้ายโฆษณา ไอ้ตัวอักษรทั้งสามระบบตีกันวุ่นดีเหลือเกิน

ชาตินี้จะได้อ่านออกรู้เรื่องบ้างไหมเนี่ย

อย่างไรก็ตาม ป้ายบอกชื่อสถานีรถไฟ มีตัวฮิรากานะอยู่ด้วย แหะๆ อย่างนั้นอ่านออกสบายๆแล้ว แต่เท่าที่ดูก็มีอยู่แค่นั้นแหละ ไปอ่านอย่างอื่นมันก็ผสมๆกัน

แถมบางทีอ่านได้หมด ก็แปลไม่ออกอีก ได้แต่อ่านอย่างเดียว

เรียนเสร็จตอนบ่าย ออกจากโรงเรียนขึ้นรถไฟ ที่สถานีทากาดานะบับบาก่อนเปลี่ยนสายรถไฟ เดินออกนอกสถานีสำรวจบริเวณเสียหน่อย เผื่อจะมีอะไรดีๆ เจอร้านขายอาหารเข้าร้านหนึ่ง เขามีตู้ขายคูปองหน้าร้าน มีอาหารจานเดียว บะหมี่มั่ง ข้าวมั่ง หลากหลายราคาไม่แพงเสียด้วยเต็มไปหมด

หยอดเงินแล้วเอาคูปองเข้าไปยืนส่งให้พนักงานในร้าน เดี๋ยวเขาก็พาไปนั่งแล้วเอาอาหารมาส่ง

น้าไม่ได้หยอดหรือเข้าไปในร้านหรอก ไปยืนดูที่ตู้ ดูรูปอาหาร แล้วถอยมาสังเกตการณ์คนอื่นๆเขา ดูอยู่นานทีเดียว แล้วก็ถอยออกมากลับเข้าสถานี ขึ้นรถไฟเดินทางต่อมาถึงสำนักงาน

วันนี้ก็อย่างที่พ่อแม่พี่น้องหลายคนช่วยลุ้น เนื่องจากตอนเย็นจะมีงานเลี้ยงต้อนรับน้าโดยแผนกอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก และเลี้ยงส่งโอมูระซังที่จะเกษียณสิ้นเดือนนี้ด้วย

มาถึงสำนักงานก็เครียด ต้องขึ้นพูดอีกแล้ว ถึงจะไม่เครียดมากเท่าคราวก่อนก็ยังเครียดอยู่ดี

ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะทำอะไรอย่างนี้นี่หว่า

รู้จัก ไบโอไดเวิร์สิฟาย ไหม ความหลากหลายทางชีวภาพน่ะ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเขาต้องการให้ธรรมชาติมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีไอ้นั่น ไอ้นี่ ไอ้โน่น ไม่เหมือนกันผสมผเสกันไป

เหมือนกันเลยๆ น้าก็น่าจะเป็นสปีซีหนึ่งของนักข่าวที่พูดในที่ชุมชนไม่เป็นอะไรเทือกนั้น แต่มีประโยชน์อย่างอื่นๆอยู่อีกเยอะ ยอมรับหน่อยดิ ความหลากหลายทางบุคคลิกภาพของคน

อยากบอกอูชิยามะซังมันอย่างนี้น่ะนะ ชอบบอกให้เอ็กซ์เพรส ยัวร์เซลฟ์ อยู่เรื่อย เอาเรื่องลูกมั้ย ชอบพูด

นั่งคิดอยู่นั่นแหละว่าจะพูดอะไรดี ไม่ทำอะไรอย่างอื่น ไม่แม้แต่ทบทวนภาษาญี่ปุ่น

ต่ออินเทอร์เน็ต สักพัก น่าน แม่ส้ม มาแล้ว ขออาศัยใบบุญเสียหน่อยเต๊อะ

ที่ปรึกษาใหญ่ให้คำปรึกษามาเป็นชุดๆ ชักเริ่มสนุกตอนที่บอกให้วางท่าเป็นจักพรรดิ มองลงมาที่คนพูด แล้วพูดอะไรก็ได้ ไอ้พวกนั้นฟังไม่รู้เรื่องหรอก จักรพรรดิซะอย่างจะพูดวกวนยังไงก็ได้ แถมแนะให้พูดวกวนเสียด้วย ฮ่าๆ

รวมทั้งแทคติกบางประการในการพูด

ได้กำลังผลักกำลังดันมาเยอะจากแม่ส้ม รวมทั้งกับน้องๆบางคนที่รู้จักให้กำลังใจ ไอ้พวกที่ไม่รู้จัก ชอบหัวเราะเยาะสมน้ำหน้าอะไรนี่ ถอยไปให้ห่างๆเลย

นั่งพิมพ์ไอ้ที่จะต้องพูดลงคอมพิวเตอร์ระหว่างคุยกับที่ปรึกษาใหญ่ไปด้วย ไอเดียทยอยมาพอสมควร มันอยากให้บอกเรื่องตัวเองก็เอา บอกสิจะเป็นไรไป เลือกเรื่องที่อยากบอกไง พิมพ์จนเสร็จเอามาลอกลงแผ่นกระดาษ ออกมาได้หลายหน้าของกระดาษแผ่นเล็กๆเลย

เสร็จจากบทพูดนี่ก็ไม่มีอะไร เตรียมตัวไปได้

ตอนเริ่มออกจากสำนักงานแล้วถึงได้รู้ว่า เข้าใจผิดไปหน่อย งานนี้ไม่ใหญ่ มีคนกันเองแค่สิบสองคนเห็นจะได้ เข้าไปในร้านอาหารใกล้ๆกับสถานีซือกิจิ ที่ต้องมาลงทุกเช้า

พอเข้าร้านก็นั่งกับพื้นแบบญี่ปุ่น กลิ่นเท้าหึ่งขึ้นมาเลย ไอ้เท้าเหม็นนี่เป็นโรคประจำตัว ที่ไม่เคยหาทางแก้ไขหรือรักษา ฮ่าๆๆ แทนที่นั่งขัดสมาธิเหมือนคนอื่นๆ น้ายืดขาเข้าไปใต้โต๊ะอาหารแทน มันมีผ้าคลุมลงมาถึงพื้น ช่วยกู้สถานการณ์ได้บ้าง

เริ่มนั่ง เบียร์ก็เริ่มริน อาหารเริ่มเสิร์ฟ อาหารร้านนี้อร่อย

บอกให้อีกหน่อยว่า ร้านอาหารร้านนี้อยู่วัดฮองกาจิ หรือ ซือจิกิ เทมเปิ้ลนี่แหละครับท่าน ธรรมเนียมพุทธของก๊กนี้เขาไม่เหมือนเมืองไทยแน่นอน

เบียร์ สาเก กับอาหาร ซึ่งอร่อยมากผ่านไปสักพัก ก็เริ่มรายการพูด จากโอมูระซัง เพราะอาวุโสกว่าเพื่อน และงานนี้ก็เพื่อเขา ขอให้ท่านจากไปด้วยความชื่นมื่น

ถึงคิวน้า ซึงเป็นลำดับที่สาม พอยืนขึ้นหยิบโพยออกมาสวมแว่น ก็เริ่มหัวเราะกันลั่น

เที่ยวนี้ไม่สั่น ล่อเบียร์กับสาเกเข้าไปแล้วนี้

อ่านไปมีตะกุกตะกักนิดหน่อย ทุกอย่างจบลงด้วยดีกว่าที่คิด

น้าก็เล่นบอกไปตรงๆว่า อูชิยามะซังอยากให้แนะนำตัวให้รู้จักมากขึ้น แล้วเรื่องที่เลือกแนะนำตัวเองก็คือเรื่องงานที่ทำ ซึ่งมันไปหนักอยู๋ที่อินเทอร์เน็ต โม้เรื่องอินเทอร์เน็ตไปยกใหญ่ ว่าเขียนแทบทุกวัน

กะเอาอินเทอร์เน็ตไปสยบ ฮ่าๆ พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ร้อก อย่างมากก็ใช้ธรรมดาๆ เท่านั้น

แนะนำตัวเองเสียยาว ตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า I think it's enough to introduce myself. แล้วก็หยุดนิ่งให้มันนึกว่าน้าจะเลิกพูด

ต่อด้วย ...the last thing about me which I' d like you to know is....I love cooking. I 'm good at cooking Thai food.

Thank you very much.

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงปรบมือดังขึ้นมา

แล้วน้านั่งลงโจ้ต่อ คนอื่นๆเวียนๆขึ้นไปพูดจนครบทุกคน พูดเป็นภาษาญี่ปุ่น สงสัยหลายคนมีการแซวน้า แต่น้าไม่รู้เรื่อง ส่วนใหญ่ก็จะปิดท้ายด้วยกล่าวพูดภาษาอังกฤษต้อนรับน้า แต่อย่างน้อยๆ สามสี่คนมีคอมเมนต์ถึงเรื่องการทำกับข้าวของน้ากันหมด

และอยากให้น้าสอนวิธีทำอย่างต้มยำกุ้งหรือบะหมี่น้ำเสียด้วย ขอยืนยันว่าบะหมี่น้ำ คงแบบที่มันเคยกินกันที่เมืองไทย น้าบอก เวรี่ อีสซี่ ครางฮือกันทั้งโต๊ะเลย อะโด่...บะหมี่น้ำ หมูในอวยเราดีๆนี่เอง

ฮ่าๆๆ สำเร็จ ๆ ชัยชนะของจักรพรรดิ

อูชิยามะซังเอ๋ย ต่อไปแผนงานที่จะวางสำหรับน้า หวังว่าจะเป็นแผนสาธิตกับข้าวไทยนะ อิอิ

วันนี้สุดดีใจ พิชิตมันได้สำเร็จ กลับบ้านเลยฉลองซะดึกจนตีหนึ่งกว่าๆถึงได้นอน

ขอแถมก่อนปิดท้ายเสียหน่อย ระหว่างที่นั่งกินกันไปคุยกันไป ตอนหนึ่ง อูเอโนะบอกว่าเมื่อวานไปดูหนังเรื่องแอนนา แอนด์ เดอะ คิง มาก็เป็นอีกหนึ่งคนต่างประเทศที่ดูแล้วชอบหนังเรื่องนี้ อ้อ ทาเกอูชิซังร่วมด้วยอีกคน

สงสัยว่าทำไมเมืองไทยไม่ให้ฉาย บอกว่าไม่เห็นมีด้านที่จะเสื่อมเสียหรือไม่ดีอะไรเลย

พอดีกว่า เพราะพิมพ์อยู่ในห้องทำงานที่เขามาประชุมกันเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ดันเสือกบอกให้น้าอยู่ด้วย

ให้อยู่ทำเกือกอะไรก็ไม่รู้

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก