บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๒๒ กรกฎาคม  ๒๕๔๓      อะวาโมริ ...มาจากประเทศไทย  

ตื่นมาอีกทีตอนเจ็ดโมงครึ่ง ลงไปกินข้าว เอ๊ย ขนมปัง 
ไข่ดาว มีอย่างอื่นๆอีก แต่เหลือเพียบ กินไม่ค่อยลงเท่าไร  คงเพราะอดนอน
เมื่อคืน เช้าๆเพลียๆแบบนรี้มันน่าจะโจ๊กร้อนๆ  คิดถึงโจ๊กสามย่านสาขาประชานิเวศน์หนึ่ง
ขึ้นมาเลยเชียว กินประจำคนเจ้าของร้านรู้จัก
	รู้จักแม่ก้อยน่ะนะ ไม่ใช่น้า เพราะแม่ก้อยเขาเป็นคนเดินไปซื้อให้ตอน
เช้าๆ ก่อนเข้าที่ทำงาน น้านั่งรอในรถเฉยๆ 
	ต้องออกตัวไว้ก่อน เพราะแม่ค้าเจ้านี้สวย
	แปดโมงขึ้นแท็กซี่ไปเมืองนาโก้ สถานที่จัดประชุมจีแปด  
เชื่อว่าบางคนนึกภาพไม่ออกคิดว่าน้าไปนั่งฟังผู้นำจีแปดประชุมกันเรื่องโน้นเรื่องนี้
	เปล่าหรอกครับพวกนั้นเขาประชุมกัน แล้วก็จะมีคนออกมาแถลงข่าว
เป็นช่วงๆ เป็นการบรรยายสรุปและเปิดให้ซักถาม

ห้องบรรยายสรุปหรือแถลงข่าวนี้ ก็แบ่งไปเป็นประเทศๆ 
 แต่ประเทศหลักคือญี่ปุ่น
ที่เขาบรรยายสรุปตลอดทุกการประชุม
	วันนี้มีหนึ่งรายการในห้องญี่ปุ่น  
	นักข่าวที่มางานนี้  ก็น่าสงสับเหมือนกัน
 เพราะมันแตกต่างไปจากปรกติ
ในเรื่องการแต่งตัว  คือ แต่งกันอย่างอิสระมาก 
มากจนเหลือเชื่อ ประเภทผูกไทใส่สูท หาแทบไม่เห็น มีน้าหลงอยู่ในแบบนี้ด้วย 
	หลายคนแต่งตัวเหมือนมาเที่ยว บางคนหนักข้อไปกว่านั้น  ใส่เสื้อยืด
กางเกงขาสั้นเลย
	แถมขึ้นไปถามในตอนเขาแถลงอีกด้วย
	สงสัยว่ามันคงมีคำแนะนำเรื่องการแต่งตัวตามสบายไว้ที่ไหนสัก
แห่งแน่ๆ ไม่งั้นคนจะกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ
	หลังจากแถลงข่าวเรื่องการพูดคุยตอนเช้าของผู้นำจีแปด
 ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร ก็ออกเดินจากที่นี่ไปยังศูนย์ประสานงานของเอ็นจีโอ 
ราวๆสักกิโลเมตร
	เขาแถลงเป็นภาษาญี่ปุ่น เรื่องเกี่ยวกับการคัดค้านฐานทัพอเมริกัน 
โดยยกประเด็นเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมขึ้นมา  มันมีหลายอย่างทั้งสารเคมี 
เสียงเครื่องบิน และการซ้อมรบ การทำงายทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนดินและในน้ำ
	ฟังไม่รู้เรื่อง ได้เอกสารมาเยอะเหมือนกัน
	จากนั้นได้เจอกับคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยริวกิว  
ริวกิวนี่คือชื่อเรียกตัวเองแต่ดั้งเดิมของคนโอกินาว่า  แกมาเรียนเมืองไทยสี่ปี 
แล้วกลับมาสอนหนังสือที่นี่ด้านสังคมวิทยา เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สุริชัย หวันแก้ว
	เลยนั่งคุยกันด้วยภาษาไทย 
	คนนร้แหละที่นินทาญี่ปุ่นให้ฟังว่าครนญี่ปุ่นมักคิดว่าโอกินาว่าไม่เหมือน
ใครในโลก แต่ที่จริงไปในประเทศอื่นๆในเอเชียแล้วจะไม่เห็นอะไรแปลกเลย แกบอกว่า 
ขาหมูงี้ มะระงี้ เผือกงี้ อะโธ่
	แล้วก็เลยพูดถึงเรื่องอะวาโมริ เหล้าขาวของโอกินาว่าขึ้นมา แกบอก
ที่จริงแล้วเหล้าขาวของโอกินาว่าเนี่ย รากเง่าของมันมาจากเมืองไทยเลย  
	เมื่อสมัยก่อนที่โอกินาว่าติดต่อค้าค้ายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม
ทั้งไทย ก็เอาหล้าขาวจากไทยนี่แหละมา ทุกวันนี้วัตถุดิบที่ใช้ผลิตอะวาโมริก็ยังนำ
เข้าข้าวมาจากไทย
	ฟังเรื่องนี้แล้วเจ็บปวดพิลึก ตอนกลางคืน สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค
 ก็ออกรายการสารคดีเกี่ยวกับโอกินาว่า แล้วก็บอกด้วยแบบเดียวกันว่าอะวาโมรินั้น
ถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไทย
	เป็นความจริงอันน่าเจ็บปวดสำหรับคนไทย ซึ่งอยู่ในสังคมผูกขาดตัดตอน
มันห้ามคนไทยผลิตเหล้าเอง ให้สัมปทานไปกับเศรษฐีบางคน
	อะวาโมริของโอกินนาว่ามีบริษัทผลิตอยู่ ๔๗ บริษัท ผลิตออกมา
ประมาณ ๔๐๐ ยี่ห้อ  มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
	ขณะที่เมืองไทยกิจการผลิตเหล้าขาวก็ยังผูกขาดเหมือนเดิม 
ไม่มีการพัฒนาอะไรทั้งนั้น 
	เปิดเสรีการผลิตเหล้า ก็เปิดกันแบบหลอกๆ อยู่นั่นเอง แม้กระทั่ง
พวกเหล้าหมักของชาวบ้าน อย่างสาโท กระแช่ อะไรพวกนี้ ไปดูเงื่อนไขการเปิด
เสรีของเขาดูเถอะครับ มันเป้นของที่ชาวบ้านทำเองได้ง่ายๆ แต่รัฐบาลไม่ยอมให้ทำ  
	พูดไปแล้วก็เจ็บใจ
	กลับจากศูนย์เอ็นจีโอ ไปที่ษูนย์ประชุมจีแปดอีกที  เขาแถลงการพูด
คุยเรื่องไอทีตอนบ่ายสองครึ่ง  มีเวลาไปลงทะเบียนรับของแจกมาอื้อเลย มันแจก
แหลกราญจนไม่อยากบรรยาย
	นอกจากแจกแล้ว อาหารการกิน เครื่องดิ่มฟรีตลอดรายการ 
 เครื่องดื่มนี่รวมเบียร์ด้วยนะครคับ ทั้งเบียร์สด เบียร์กระป๋อง
	น้าก็ยังสงสัย นักข่าวดื่มเบียร์ระหว่างทำงานด้วยนิ ไม่ได้ดื่มกับเขาหรอก
	แถลงข่าวเสร็จ ไม่มีอะไร กลับมาโรงแรมแล้วไปกินข้าวทุ่มครึ่ง
 สั่งต้มขาหมูมากิน คล้ายๆจับฉ่าย แต่น้ำยังเป็นต้มจืดอยู่  ดูเหมือนเขาไม่ได้ใส่
ซีอิ๊ว หรือใส่ก็น้อยเต็มที เพราะน้ำมันยังสีขาวๆอยู่
	อร่อยดี
	นั่งคุยกับทากากิซัง  วันนี้ต้องอธิบายเรื่องต้มยำกุ้งใหม่  
หมอนี่เป้นโรคสมองเสื่อม ชอบคุยเรื่องที่คุยไปแล้วอยู่เรื่อยๆ แต่ก็เพลินดี  
เพราะมันคุยอิเหระเขละขละไปเรื่อย
	ทากากิซังบอกเป็นครั้งที่ร้อยว่ากินบะหมี่ต้มยำกุ้งที่เมืองไทยมา
เผ็ดน่าดู แล้วถามครั้งที่ร้อนยี่สิบว่าอาหารไทยเผ็ดมากใช่ไหม น้าก็อธิบาย
ไปตามแบบฉบับของคนทำกับข้าวให้ลูกกิน
	แต่วันนี้พิเศษหน่อย เพราะซักเรื่องต้มยำกุ้งที่แกเข้าใจ
	เพิ่งรู้ว่าต้มยำกุ้งในความหมายของแกคือน้ำซุปเผ็ดๆ  เวรกรรมจริงๆ  
น้าเลยต้องแยกให้เห็นว่า ต้มยำก็เรื่องหนึ่ง กุ้งก็อีกเรื่องหนึ่ง  จะต้มยำไม่กุ้งก็ได้  
บอกว่าวันหลังไปกินร้ายนอาหารไทย ลองสั่งต้มยำไก่ ต้มยำปลา หรือ ต้มยำขาหมูดูมั่ง 
	 แล้วบะหมี่เผ็ดๆที่แกไปกินมาสงสัยว่าคงเป็นพวกดู๋ดี๋หรืออะไรแบบนี้มากกว่า 
	หรืออาจจะเป็นบะหมี่ต้มยำกุ้งจริงๆก็ได้ เห็นมันมีขายอยู่ตามศูนย์อาหารใน
ห้างเหมือนกัน
	แต่ร้านโดยทั่วไปไม่ค่อยมีหรอกไอ้บะหมี่ที่น้ำซุปเป็นน้ำต้มยำน่ะ 
	หลังจากกินเสร็จก็แยกทางกัน น้าเดินเล่นเหมือนเดิม มองหาของชำร่วย
ฝากน้องนุ่งเสียหน่อย ไปเจอคนขายตุ๊กตาคนตีกลองแบบโอกินาว่าช้างถนน
 เขาเขียนป้ายไว้ ตัวละร้อย เจ็ดตัวห้าร้อย 
	น้าบอกว่าเอา เจ็ดสิบตัว  
	ไม่ขายเฟ้ย ซื้อเยอะเกินไป
	คนขายหยิบเอากล่องมานับให้ บอกเนี่ยสี่สิบตัว สี่พัน เอ๊ะ..ยังไงกัน 
ไหนว่าเจ็ดตัวห้าร้อย  แย้งเขาไป เขาบอกว่าไม่ได้หรอก มันแพง  แปลกดี 
เราก็เลยทำท่าว่าไม่เอาถ้าไม่ลดลงมา
	แกบอกว่า เอางี้...สามพันห้าเอามะ  ตุ๊กตามันน่ารักดี ตัวเล็กๆ
 ลมพัดแล้วมือมันจะตีกลอง
	เอาก็เอาวะ คนขายดูท่าทางเป็นพวกอัลกอฮอลิสม์ด้วย อย่างน้อย
แกก็มาขายของ แทนที่จะไปคุ้ยขยะ 
	น้าเลยหัวเราะขึ้นมาเฉยๆ บอก โอเคๆ เอามาเลย
	กลับมาถึงหอ ก็ใช้บัตรโทรศัพท์แจกฟรีที่ได้มาสิบห้านาทีโทรศัพท์
ไปที่บ้าน  อ้อ วันนี้ไปซื้แแจ๊คโทรศัพท์มาได้แล้ว งงอยู่เป็นนาน สุดท้ายตัดใจว่า
ลองเอามาลองดู  ปรากฎกว่าใช้ได้
	โทรศัพท์ไปที่บ้าน เป็นตอนที่เขาจะดูเอชบีโอกันอีก เลยได้คุยเล็กน้อย
	หลังจากนั้นต่อเน็ตได้ราวๆชั่วโมงก็เลิก  ง่วงนอนและเพลีย
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก