บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๓

สวัสดี..โอกินาว่า

สงครามทำลายไม่เลือกหน้า
ชีวิต
ความเป็นอยู่
วัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์
ธรรมชาติ

สมรภูมิสุดท้ายภาคพื้นดินแห่งสงครามแปซิฟิครบกันที่นี่
ณ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ โอกินาว่า
สองแสนชีวิตถูกสังเวย
แหล่งวัฒนธรรมโบราณสูญสิ้น
รอยแผลเป็นบนผืนแผ่นดิน
บาดแผลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา

สงคราม โศกนาฏกรรมนี้คือรากเง่าชีวิตของเรา
เราร้องขอต่อเพื่อนร่วมโลก
เลิกอาวุธนิวเคลียร์เสียเถิด
ยุติสงครามเสียเถิด
แทนที่อาวุธด้วยการจับเข่าสนทนา
ความรักและความไว้เนื้อเชื่อใจ
บันดาลให้โลกเขียวขจีและสงบสันติ

เรา ชาวโอกินาว่า
ภายใต้คติ "เหมือนพี่น้องเมื่อแรกเจอ"
มุ่งหวังสร้างผื่นแผ่นดินนี้เป็นสะพานเชื่อมนานาชาติ
มุ่งหวังจากใจให้เกิดโลกสันติภาพนิรันดร
เราขอเปล่งคำประกาศ
เพื่อโอกินาว่าแห่งสันติ ปลอดไร้นิวเคลียร์

คำประกาศแห่งสันติภาพต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์
๒๓ มิถุนายน ๒๕๓๘
โอกินาว่า พรีเฟคเจอร์

สวัสดีแฟนานุแฟน คำประกาศแห่ง โอกินาว่า ลึกซึ้งกินใจดีไหม เราคือบุปผาชนข้ามศตวรรษ(ฝรั่ง) รักสายลม แสงแดด ภูเขา แต่ไม่ค่อยชอบทะเล และสีเขียวของใบไม้

รังเกียจสงครามและความรุนแรง

ไม่ชอบตอแยกับผู้คน ถ้ายังทนไหว

....

น้านั่งเครื่องบินมาถึงโอกินาว่าราวๆสี่โมงเย็น บนเครื่องบินเขาแจกพัด แกะโปสการ์ดตรงกลางออกมา อะฮ้า ได้รางวัลเป็นกล้องถ่ายรูปใช้แล้วทิ้ง

ทิ้งกล้องนะ ฟิล์มต้องเอาไปล้าง

โอกินาว่า เท่าที่เคยรู้มา แตกต่างไปจากญี่ปุ่น แม้กระทั่งภาษา คนจากโตเกียว ฟังเข้าใจแค่ครึ่งเดียว

เป็นดินแดนแห่งโศกนาฏกรรม ถูกรุกรานจากรอบข้างมาโดยตลอด

เอาของไปเก็บในโรงแรมห้าโมงเย็นออกมาสำนักงานอาซาฮี ชิมบุน แล้วไปกินข้าวเย็นที่ภัตตาคารไม่ใหญ่นัก มีการแสดงพื้นเมืองของโอกินาว่า เริ่มหกโมงครึ่ง เลิกทุ่มครึ่ง ใกล้เวลาเลิกยังกินไปไม่ถึงครึ่ง เขามาบอกว่าทุ่มครึ่งต้องออกไปแล้วนะ

เพราะเขาจะแสดงชุดใหม่ สำหรับแขกชุดใหม่

ให้มันได้อย่างนี้สิพี่

อาหารเย็นมื้อนี้ กระเดียดมาทางจีนในแง่ของรสชาติ มีพะโล้ด้วยนะ แต่ไม่มีน้ำ และไม่มีไข่ มีเต้าหู้ยี้ด้วยก้อนเล็กๆ แหม อธิบายใหญ่เชียว อะโธ่ ก็อีแค่เต้าหู้ยี้ เพียงแต่มันเค็มน้อยกว่าบ้านเรา กินเปล่าๆได้สบาย

อูชิยามะซัง สั่งมะระผัดไข่มาเพิ่ม บอกว่านี่คืออาหารพื้นเมือง กินกับเหล้าดี

น้าบอกว่า เออว่ะ พื้นเมืองของอั๊วเหมือนกัน ขมกว่านี้ด้วย จะบอกให้

แล้วอธิบายพะโล้ให้พี่เขาฟังต่อ เพราะหมั่นไส้คำอธิบายพะโล้ของพี่เขา เขาว่างี้นะ คนโอกินาว่าอายุยืนมาก เพราะมีกรรมวิธีในการละลายไขมันในหมู

โถ พะโล้เนี่ยนะ ทำให้คนโอกินาว่าอายุยืน

ไปมุดอยู่โลกไหนมาก็ไม่รู้

ออกจากร้านอาหาร ก็มาเดินดูร้านค้า ซื้อขวดเหล้าเซรามิคกระเดียวเอวมาขวด กับ ผ้าบาติคสไตล์โอกินาว่ามาผืน

มันมืดแล้วละนะตอนที่เดิน บรรยากาศสงบสันติ ต่างจากเมืองอื่นในญี่ปุ่น ผู้คนไม่พลุกพล่าน เจ้าของร้านและพนักงานขายใจดี เป็นกันเอง ซื้อผ้าคนละผืน แถมสิงโตคู่มาคนละอัน บอกว่าเพื่อปกป้องเราจากวิญญาณอันชั่วร้าย

มีความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเมืองไทยเลย

ชอบจัง โอกินาว่า ผู้คนใส่เสื้อผ้าเหมือนเมืองไทยละวะ บางส่วนใส่เสื้อฮาวายสีสันสดใส มันน่าร้อนของเขาแล้ว

ไม่ค่อยเห็นคนใส่สูทผูกไท

เออ...แบบนี้สบายตาสบายใจหน่อย

ไม่ทะมึนไปด้วยสูทสีทึมๆเหมือนอย่างในโตเกียว

หน้าร้อนหลังฝน เดินบนถนนใจกลางเมืองยังมีจักจั่นประสานเสียง ซิมโฟนี หมายเลข ๙๙๙๙ เข้าใกล้โรงแรม หรีดหริ่งเรไร บรรเลงมโหรีร่วมกับกบ

ลองหลับตาเพื่อกำจัดตึกรามให้ราบพนาสูร

นี่มันยังกับไปนอนอยู่กลางทุ่ง

ถ้ามีเพื่อนรู้ใจมาด้วยสักคนสองคน....เลิศสะแมนแตนเลยพี่น้องเอ๋ย

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก