บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๓

สงคราม ความตาย

ครบรอบ ๕๕ ปีของวันยุติสงครามที่โอกินาวา ออกจากโรงแรมไปร่วมพิธีรำลึกความหลังที่อนุสรณ์สถาน ซึ่งเขาทำเป็นพิพิธภัณฑ์

สร้างใหม่ขึ้นมาแทนของเก่าใหญ่โตมโหฬาร พื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นแท่งหินแกรนิต สลักชื่อคนที่ตายในหรือเกี่ยวข้องกับสงครามซึ่งเกิดขึ้นที่โอกินาวาในระยะเวลาสิบห้าปีตั้งแต่ญี่ปุ่นเข้าไปลุยกับจีนไล่มาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง

สองแสนกว่าคนครับ

แสนสองที่ตายเป็นชาวโอกินาว่า ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

ในพิพิธภัณฑสถาน มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของโอกินาวา ใช้เวลาเดินดูเป็นชั่วโมง ไม่ครบทุกห้อง

เก็บเกี่ยวเรื่องราวต่างๆเอาไว้ในสมอง

เรื่องราวอันน่าสลดหดหู่ของชาวโอกินาวา ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นพวกรักความสงบ หัวใจเปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างของผู้คน

รู้จักปลาริวกิวไหม ปลาหวานที่เอาไปทอดกินกับข้าวนั่นแหละ

น้ารู้จักมาตั้งแต่จำความได้ ชอบกินด้วยอร่อยดี

ปลาริวกิว เป็นปลาหวานที่มีชื่อเสียงของโอกินาวา ถูกลืมเลือนไปในระยะหลังๆ แต่ก็ฟื้นคืนมาใหม่

เราคงรับเอาปลาริวกิวมาจากโอกินาวา อาจจะเป็นหลายร้อยหรือเป็นพันปีก็ได้ เพราะโอกินาวามีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เป็นประตูของเอเชียเหนือ ทำมาค้าขายกับจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย

ในนามของชาวริวกิว หรื อ อาณาจักรริวกิว

พวกเขาเป็นชนเผ่ามองโกลอยด์เหนือ เข้ามาอยู่ที่โอกินาวามาตั้งแต่พันกว่าปีก่อน ค่อยๆพัฒนาเป็นชุมชนใหญ่ จนกลายเป็นอาณาจักรใหญ่สามอาณาจักรบนเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

ภายหลังหนึ่งในอาณาจักรรวมเอาเอาณาจักรอื่นๆเข้ามาเป็นหนึ่งเดีสถาปนาราชวงค์โชขึ้นปกครอง อาณาจักรที่เรียกตัวเองว่าริวกิว เมื่อราวๆ พันปีก่อน

รุ่งเรืองเฟื่องฟูด้วยการทำมาค้าขายกับประเทศต่างๆในเอเชีย

ผสมผสานวัฒนธรรมในแถบนี้เข้ามา

และสงบสุข ถึงกับมีกฏหมายห้ามมีอาวุธในริวกิว

นี่เองเป็นเหตุให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกรานและครอบครองเป็นประเทศราชโดยปราศจากการต่อสู้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทรมาน ญี่ปุ่นปิดประเทศแต่เปิดริวกิวเป็นประตูติดต่อค้าขายกับต่างชาติ ขูดเอาภาษีจากริวกิว

สมัยเมจิเมื่อญี่ปุ่นเริ่มนโยบายรุกรานเอเชีย ทำสงครามกับจีน ลดฐานะของเมืองประเทศราชลงให้เป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่น และปีถัดมาก็ประกาศยกเลิกอาณาจักริวกิว ให้กลายเป็นโอกินาวา พรีเฟคเจอร์

เมื่อญี่ปุ่นนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

โอกินาวาที่เคยเป็นด่านหน้าของการทำมาค้าขาย กลายเป็นด่านหน้าของการต่อสู้ ยุทธศาตร์ของญี่ปุ่นเมื่อถูกตีโต้ก็คือ ให้สงครามเกิดขึ้นที่โอกินาวา ทำทุกวิถึทางหลีกเลี่ยงการสู้รบในญี่ปุ่นเอง

โอกินาวาจึงกลายเป็นสมรภูมิภาคพื้นดินแห่งเกียวของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก พลเรือนถูกเกณฑ์ไปสู้รบและหนุนช่วย ตายกันเป็นเบือเลยทีเดียว

ตายไปอย่างเกิดคำถามกับชาวโอกินาวา พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือก

ตอนเที่ยงๆ ร่วมพิธีรำลึกผู้สูญเสียชีวิตในสงคราม ชื่อของคนตายสลักบนแผ่นหิน โดยไม่เลือกเชื้อชาติ

คำประกาศของโอกินาวา คือ คำร้องขอโลกที่สันติและปราศจากสงคราม

หลังสงคราม โอกินาวายังเก็บรักษาบาดแผลเอาไว้ด้วยฐานทัพอเมริกัน ๒๕ แห่งจนกระทั่งปัจจุบัน เสียงเรียกร้องของพวกเขาให้เอาฐานทัพอเมริกันออกไปไม่มีใครได้ยิน

เสร็จจากพิธี เดินทางไปดูพิพิธพันฑ์อีกแห่งซึ่งน่าสลด เพราะเป็นสถานที่หลุมหลบภัย ซึ่ง เกณฑ์เอานักเรียนโรงเรียนสตรีของโอกินาวา มาฝึกเป็นพยาบาลแล้วส่งออกสู่สมรภูมิคอยช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ

สองร้อยกว่าคนของครูและนักเรียนเหลือรอดชีวิตมาไม่กี่คน

ตายไปทั้งด้วยการสู้รบ ทั้งด้วยทหารอเมริกัน และ ทหารญี่ปุ่นเอง

ตระเวณไปดูสุสานที่มีอยู่ทั่วไปในเกาะโอกินาวา

หดหู่ใจไปกับชาวโอกินาวาด้วย

แต่ก็นั่นแหละ คนโอกินาวา อาจจะคล้ายคนไทย จนถึงทุกวันนี้พวกเขาก็ยังรักษาสปิริตของความเบิกบานสดใสเอาไว้

ใช่ชีวิตอย่างสบายๆ ยังเป็นชาวริวกิวซึ่งมีความต่างไปจากคนญี่ปุ่นโดยทั่วไปมาก

ร้านที่เข้าไปกินข้าวมื้อกลางวันวันนี้ หลับตานึกนึกร้านอาหารไทยที่ไหนสักแห่ง ร้านธรรมดาๆ นี่แหละ สั่งบะหมี่ซี่โครงหมูตุ๋นมากินคนละชาม

เห็นคนอื่นบางคนเขากินข้าวกับผัดมะระ ผัดบวบ หรือ ผัดผักรวม

รสชาติอาหารของโอกินาวา คุ้นเคยกับลิ้นของน้ามาก

ไม่แต่อาหารเท่านั้นหรอก สภาพแวดล้อมอื่นๆ ต้นหมากรากไม้ มันเหมือนกันกับในเมืองไทยเกือบทุกอย่าง จดชื่อมาได้ยี่สิบกว่าชนิดที่มันเหมือนในเมืองไทยและเห็นอยู่โดยทั่วไป เช่น แก้ว ,เฟิ่องฟ้า. หางนกยูง ,ตะแบก,คูน,นุ่นหรืองิ้ว กล้วย,อ้อย,มะละกอ,กระถิน,วาสนา,จันทร์ผา,โกศล ฯลฯ

เป็นโอกินาวา ของญี่ปุ่นซึ่งแสนจะวิเศษ พิเศษ ไม่เหมือนใคร ในทรรศนะของอูชิยามะซัง โธ่ ไอ้เบื๊อกเอ๊ย...เมื่อไหร่จะเลิกไม่เหมือนใครเสียที ...ไอ้ยุ่น

เห็นเขาสีซอกันในงานรำลึกผู้ตายจากสงครามก็อธิบายใหญ่เลย ว่ามีเล่นกันในจีน และ ญี่ปุ่น

น้าเลยบอกว่าไทย ลาว พม่า ก็มีว่ะ

ไม่เหมือนใครมากที่สุดก็ตรงที่พยายามจะบอกว่าตัวเองไม่เหมือนใครนั่นแหละ ไอ้ลูกพระอาทิตย์

ตอนค่ำ ไปกินข้าวที่ร้านใกล้โรง ถนนช็อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองของโอกินาวา น้าสั่งผัดหมี่จานเล็กๆ พออิ่มท้อง ไอ้นั่นมันก็ชอบยุ่งกับการกินของน้า บอกว่าแค่นั้นไม่อิ่มหรอกมื้อเย็น

รู้จังนะ...

กินเสร็จไปต่อที่ผับ มีดนตรีโอกินาวา

เข้าไปนั่งกินเหล้าโอกินาวาอีก มันก็เหทือนเหล้าขาวบ้านเรานั่นแหละ แต่อาจจะกลมกล่อมกว่าหน่อย

วงดนตรีเล่น ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองคือพิณโอกินาวา กลองพื้นเมือง มีกีตาร์ตัวสั้นๆผสมด้วย

ผู้หญิงนักร้อง เอนเทอร์เทนเก่งมาก คุยกับลูกค้าตลอด พอบอกว่าน้ามาจากเมืองไทย เขาถามว่าเพลงแรกที่กำลังเล่นตอนเข้ามา รู้จักไหม

ต้องรอเปิดรอบสองให้เขาเล่นให้ฟัง โถ..ดอกไม้ให้คุณ ของ คาราวานนี่เอง

ตามคำบอกเล่ามาอีกที เพลงนี้คือเพลงพื้นบ้านของโอกินาวา เพิ่งกลับมาดังใหม่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ดังไปทั่วญี่ปุ่น มีคนเอาไปทำเป็นภาษาของแต่ละประเทศเองตั้ง ๒๑ ภาษา

เท่าที่เขาเล่ามา ไม่แน่ว่าพี่หงาเอามาทำในเมืองไทยจนดังระเบิด แล้ว โอกินาวารีอิมพอร์ตกลับไปอีกทีหรือเปล่า เพราะดอกไม้ให้คุณนี่มันก็ปาเข้าไปเกือบยี่สิบปีแล้วนะ

โอกินาวาเขามีรำวงด้วยนะ คล้ายๆรำวงเมืองไทยอีกเหมือนกัน

วิธีรำของโอกินาวา ต่างจากญี่ปุ่นอื่นๆอีกเหมือนกัน เพราะมือเขาจะอ่อนช้อยกว่า

ก็เลยมาละม้ายกับทางไทยเรา

ออกจากผับมึนตื้อเลย

เกือบเที่ยงคืน

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก