บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๓ มีนาคม ๒๕๔๓

เบิกบาน ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ

ขอย้อนเหตุการณ์เมื่อเย็นวาน ซึ่งทำให้อารมณ์เสียนิดหน่อย ก็ไอ้เรื่องมีประชุมตอนหกโมงเย็นให้ที่ทำงานน่ะ พี่อ้วนทาเกอูชิซังบอกอีตอนน้ากำลังคิดจะเก็บของกลับบ้านอยู่พอดี โธ่ วานซืนทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย มาบอกกันตอนห้านาทีจะหกโมงเย็นเนี่ยนะ

ไม่แค่นั้นหรอก ประชุมก็ประชุม

ปรากกฏว่าอย่างแรกพวกประชุมกันเป็นภาษาญี่ปุ่น ทีนี้ไอ้ห้องทำงานมันเล็กๆเอง มีโต๊ะประชุมอยู่กลางห้อง แค่ลุกจากเก้าอี้ทำงานนี่ก็ชนกับเก้าอี้ของคนประชุมแล้ว

เจ็บใจอะไรรู้มั้ย ก่อนประชุม เขาก็มีข้าวกินกันด้วย ใส่มาเลยเป็นกล่องๆ ทั้งกล่องข้าว กล่องกับข้าว

ตอนที่กล่องมาวางครบ น้าพยายามนับๆ ไม่ครบคนนี่หว่า

เป็นอันว่าเขาไม่ได้มีข้าวให้น้า แล้วก็ไม่ได้เข้าไปนั่งร่วมฟังด้วย นั่งที่โต๊ะทำงานของเรา หลังชนกับศาสตราจารย์อะไรคนหนึ่งนี่แหละที่เป็นนักวิจัยร่วมของโครงการ

โกรธเชียว

เลยนั่งพิมพ์บันทึกเมื่อวานก็อกแก็ก ระหว่างเขาประชุม พิมพ์เสร็จก็ส่งมาอย่างที่ได้อ่าน แล้วเก็บของกลับมันซะเลยดีกว่า

มาถึงวันนี้กะไว้ล่วงหน้าว่าน่าจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร อ้าวก็คนมันโกรธนี่หว่า

แต่ไม่แฮะ เมื่อคืนหลับสบาย ได้คุยกับลูกชายทางไอซีคิวหน่อยหนึ่ง บอกไปว่า เพลย์สเตชั่น ทู ถ้าซื้อที่นี่มันข้ามโซน ใช้แผ่นดีวีดีในเมืองไทยไม่ได้

เจ้าลูกชายวัยเริ่มสะรุ่นตอบกลับมาแบบอ่อยๆว่า "แล้วแต่พ่อ"

สงสารเลย เพราะมันหมายมั่นปั้นมือ อุตส่าห์ยอมไปช่วยพี่สาวน้าที่บางละมุงขายก๋วยเตี๋ยวทุกวัน แบบว่า ทำตัวเป็นเด็กดีไง

ไปถึงโรงเรียนวันนี้ พอเจอครู เธอออกปากชม

อ้อ มีครูสอนอยู่สามคน ผลัดกันสอน เมื่อวานครูคนหนึ่งตัวโตๆ บอกให้อ่านบทสนทนาที่เขียนด้วยตัวอักษรฮิรากานะ น้าอ่านถูกหมดเลย

วันนี้ครูตัวเล็กผมม้า เข้ามาก็บอกว่าครูตัวโตบอกให้ฟังว่า เซอร์ไพร้ส์ๆ ลูกศิษย์คนนี้เจ๋งมาก

ทบทวนอ่านเล็กน้อย วันนี้มีผิดนิดหน่อย

แต่ไปโลด ครูผมม้าก็เลยต่อ ตักษรคาทากานะ เสียอีก แต่เที่ยวนี้สปีดแรงวุ้ย ล่อเข้าไปตั้งสี่ตัวอักษร มี อะ เอะอิ อุ โอะ...คะ คิ คุ โคะ...ทะ ...สะ

จะฆ่ากันหรือไงเนี่ย คาทากานะ ส่วนใหญ่จะใช้เขียนสำหรับคำที่มาจากภาษาอังกฤษ มันเขียนไม่เหมือนฮิรากานะ แต่รากเดียวกัน บางตัวก็คล้ายกัน และบางตัวคล้ายกันมากจริง แต่เป็นคนละตัวเลย

นอกนั้นก็เรียนบทสนทนาต่อไปเรื่อยๆ สนุกดีเหมือนกันแฮะ แต่ก็ยังฟังคนทั่วๆไปเขาพูดไม่ออกอยู่ดี เมื่อวานเจอเกรกอรี่ ที่ทำงาน บอกมันด้วยเสียงเนือยๆว่า ตอนนี้เรียนวันละตั้งสามชั่วโมง

มันบอกว่าไงรู้ไหม ต้องสิบห้าชั่วโมง

น้าก็ไม่แน่ใจ ลิสเทนนิ่งเราไม่แข็งแกร่งนี่หว่า แน่ใจนะว่าวันละสิบห้าชั่วโมง

อะเมริกะโตยืนยันว่า เรียนภาษาญี่ปุ่นน่ะต้องวันละสิบห้าชั่วโมงติดต่อกันเฟ้ย เอ็งถึงจะอ่านออกเข้าใจได้

คงจริงของเกรกอรี่เขา เพราะน้าก็จำศัพท์เวรศัพท์กรรมอะไรไม่ค่อยได้ อ่านได้ก็ไม่รู้เรื่อง

เลิกเรียนก็ขึ้นรถไฟมาสถานีทากาดาโนบับบา วันนี้จะฟาดบะหมี่สักชามจากร้านที่เมื่อวานมาเล็งไว้นั่นแหละ ไปยืนดูหน้าร้าน มีรูปภาพของอาหารครบเลย เลือกดูแล้วจำตัวอักษรบางตัวกับราคา ไปกดที่ตู้ หยอดเงินไป ราวๆ ร้อยสามสิบบาท

ไม่แพงเลยบะหมี่ราคาอย่างนี้

เท่าที่ดูสไตล์ร้าน ค่อนข้างทันสมัย น่าจะเป็นพวก เชน เรสตัวรองต์ อะไรทำนองนี้ โอ้โห ขายดิบขายดีจริงๆ แต่ขนาดร้านไม่ใหญ่นะ เล็กกะติ๋วเดียว ไม่น่าจะนั่งได้พร้อมกันเกินยี่สิบคน

ได้คูปองมา ลักษณะคูปองเหมือนตั๋วรถไฟนั่นแหละ เดี๋ยวจะนึกภาพคูปองเป็นแผ่นบางอย่างกับกระดาษชำระบ้านเรา

เข้าร้านไปยืน(ก้าวจากประตูเข้าไปถ้าก้าวสองเก้าก็ชนเคาน์เตอร์แน่นอน) พนักงานก็จะเดินมารับคูปองแล้วชี้หรือบอกให้ไปนั่งโต๊ะ หรือนั่งที่เคาน์เตอร์ก็แล้วแต่ คือตรงไหนว่างก็นั่งตามที่เขาบอก

นึกว่ามันจะแค่นั้น

ไม่แฮะ

เขาถามเป็นภาษาญี่ปุ่นมา อะไรก็ม่ายรุ ฟังไม่ออก ทีนี้เขาก็เลยเอาคูปองมาชี้ตัวหนังสือในนั้น แล้วพูด ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดี เงอะงะๆ พอดีได้ยินคำว่า อูด้ง พยักหน้ามันเลย

อูด้งนี่มันบะหมี่ของญี่ปุ่นน่ะ

นั่งรอสักแป๊บ สังเกตุการณ์ไปเรื่อยๆ สงสัยว่าทำไมก็ซื้อคูปองตามเมนูแล้ว ยังจะมาถามอะไรกันอีก เขาถามเกือบทุกคนเลยนะ

พอได้บะหมี่มา ก็ซาโตริ

ทีหลังใครมาญี่ปุ่นแล้วมาเข้าร้านแบบนี้ ซื้อคูปองบะหมี่ เวลาเขาถามฟังไม่รู้เรื่องก็บอกไปเลย อูด้ง ไม่ก็โซบะ

อู้ด้ง บะหมี่ญี่ปุ่น เส้นมันอวบอ้วนพิลึก ใหญ่ขนาดปลายตะเกียบบ้านเราเลย แต่ถ้าจะเอาเส้นบะหมี่เล็กๆพอกับบ้านเรา ก็ต้อง โซบะ

แค่นี้เสียที่ไหน

ปรากฏว่าไอ้อูด้งของน้าที่ได้มาน่ะ ก็มีแค่บะหมี่ญี่ปุ่นในน้ำซุป และผักเท่านั้น พวกต้นหอมกับผักอะไรของเขาก็ไม่รู้แหละ ไม่มีเนื้อเลย

นั่งกินไปดูไป ก็ "ซาโตริ" ในที่สุด เพราะเห็นหลายคนเข้ามาในร้าน มีหลายคูปอง

ตอนแรกคิดว่าไอ้พวกหลายคูปองนี่กินจุจังวุ้ย ชามเดียวไม่พอ

ที่จรีงมันคือคูปองที่จะสั่งให้ใส่อะไรเพิ่มนั่นเอง ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะใส่อะไรเพิ่มได้บ้าง ที่แน่ๆ เทมปุระ แล้วก็ไข่

กลับมาถึงสำนักงานวันนี้เลยเล่าให้อูเอโนะซังฟังแล้วบอกให้เขียนตัวหนังสือคันจิ ลงบนกระดาษให้หน่อย

เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปเทียบดู เพราะของที่จะใส่เพิ่มหรือสั่งเพิ่มนี่ เขาไม่มีรูปให้ มีแต่ตัวหนังสือกับราคา

หลังจากกินบะหมี่มังสะวิรัติเสร็จอย่างไม่ตั้งใจในวันนี้ พริกป่นเขาหมดไปเกือบครึ่งกระปุก ก็บ่ายหน้ามาสำนักงาน วันนี้เอามติชนกับสุดสัปดาห์มาโชว์คนที่นี่

ทำงานไปสักพัก อูเอโนะซัง ก็มาบอกว่า ไปเอาบัตรประชาชนชั่วคราวสำหรับคนต่างประเทศมาหรือยัง โธ่ ถามยังกะไปถูกยังงั้นแหละ เหลือเวลาอีกสามวันทำการเท่านั้น

จัดการเสร็จสรรพทุกอย่าง เป้นว่าพรุ่งนี้ไปเอา เลิกเรียนบ่ายโมง นั่งรถต่อรถเข้าไปจนถึงอิชิกาวะ แล้วไปสำนักงานเมืองหรือเทศบาล และแต่จะเรียก ไปเอามา ...และไปเองคนเดียว แล้วกลับบ้านไปเลย

ฮ่าๆ ผจญภัยอีก

แผนที่ ชื่อสถานีทุกอย่างได้มาละเอียดหมด

เรื่องตั๋วที่จะซื้อก็ไม่ยาก เพราะเดี๋ยวซื้อตั๋วเมโทรการ์ด ใช้ได้ทุกสายไปเลย สบายมาก โนพร็อบเบลม

พอออกจากสำนักงานหกโมงเย็นกว่าๆ ขึ้นซับเวย์เพื่อกลับบ้าน แล้วมานึกขึ้นได้

ตายโหง ที่ต้องมาต่อน่ะรถไฟ ไม่ใช่ซับเวย์

ไอ้เมโทรการ์ด นี่เหมือนเหมือนเดบิตการ์ดสำหรับขึ้นซับเวย์ไง สมมมติว่า ซื้อมาราคาพันบาท เราขึ้นสายไหนไปไหนก็ได้ จนกว่ามันจะหักไปหมดพันบาท

แต่ไปอิชิกาวะนี่มันรถไฟ ถ้าใช้เมโทร การ์ดไม่ได้ แล้วน้าจะซื้อตั๋วยังไงที่ตู้มีแต่ภาษาญี่ปุ่น

เออน่ะ ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ยังไม่รู้ แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้

วันนี้ลงสถานีมินามิ เกียวโตขุ เช่นเดิมเพื่อกลับหอ มาถึงตอนทุ่มเป๊ง เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อข้าวกล้องหน้าอะไรไม่รู้มากล่องหนึ่ง คล้ายเห็ด คล้ายเต้าหู้ กับกาแฟขวดหนึ่ง

พอรู้อะไรมากรายจ่ายชักเยอะวุ้ย ไอ้นู่นก็น่ากิน ไอ้นี่ก็น่าลอง ไอ้นั่นก็น่าซื้อ

ออกจากซูปะ พี่ยุ่นเขาเรียกซูเปอร์มาร์เก็ตกันว่าซูปะ หรือ ซูป้า

ก็แวะเอเอ็ม พีเอ็ม ซื้อเนื้อเค็มมาถุงหนึ่ง พอให้แมวดมหอมๆ ราคาร้อยสามสิบบาท

เดินๆๆ ระหว่างทางนึกสนุกขึ้นมา เดี๋ยวพรุ่งนี้ซื้อเนื้อวัวที่เขาแล่เป็นแผ่นบางๆ เอามาเคล้าน้ำปลาแผ่ตากตรงหน้าต่างที่ห้องพัก แดดดี เอาพริกไทยใส่เข้าไป ถ้าตำกระเที่ยมได้ก็เอาด้วย

ทำเนื้อแดดเดียว

กลับมาตอนเย็นพรุ่งนี้ คาดว่าไม่ค่อยมีคน เอาเข้าเตาอบเสียหน่อย ท่าทางจะเปรม

คุณอิชิโกะคงชอบแน่ๆเลย

เบิกบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก