บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๔ มีนาคม ๒๕๔๓

เหมือนผจญภัย แต่...

ชักเบลอๆ บันทึกวันพุธที่ ๒๒ มีนาหายไปไหนก็ม่ายรุ ข้ามไปสักวันคงไม่เป็นไร ถึงเป็นไร ก็จำอะไรไม่ได้แล้วอยู่ดีน่ะครับ

เมื่อเช้าตื่นมาตอนตีสามครึ่ง พายุฝนยังกระหน่ำอยู่ พยายามนอนต่อก็ไม่หลับ นั่งพิมพ์โน่นนี่ไปจนเช้า ก่อนแปดโมง งีบไปแป๊บ สักราวสิบนาทีเอง ตาลีตาเหลือกเลยทีนี้ รีบลงไปอาบน้ำ

อาบน้ำก็ปรกติ เพราะถ้ามีคน ก็เลี่ยงไปกินข้าวก่อน ข้าวเช้าวันนี้ คลายๆปลาเก๋าหรือปลาตะเพียน ประเภทแดดเดียว ชิมดูเค็มหน่อยๆ ล่อหมดชิ้นเลย นอกนั้นไม่มีอะไรหวือหวา

เสร็จจากมื้อเช้าก็อาบน้ำ ไม่มีอะไรผิดปกติ เหมือนเดิม ห้องน้ำว่างไม่มีคน

บันทึกฉบับที่หาย อาจจะเกี่ยวโยงกับการอาบน้ำวันนั้นก็ได้ จำได้ว่าเข้าไปอาบคนเดียว ราวๆแปดโมง อาบน้ำสระผมฟอกสบู่ แล้วล้างเนื้อล้างตัวเกือบเสร็จ

เสียงประตูห้องน้ำเปิดโครม เอาละสิ มีคนเข้ามาแน่ เหลียวไปเห็นพี่เกรกอรี่ แก้ผ้าโทงๆเข้ามาเลย

ขนาดคิดจะทักเป็นภาษาไทยยังคิดไม่ออก ทะมึนมาเลยพี่

เหตุนี้แหละ ไม่มีบันทึกเมื่อวันที่ยี่สิบสอง

ตกใจน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก ตกใจแล้วก็เบลอ พอเบลอก็ลืม

แต่งตัวไปโรงเรียน วันนี้สาย ต้องรีบเร่ง แต่โชคดีว่าไปเรียนแล้วไม่ต้องเข้าสำนักงาน เพราะวันนี้จะไปเอาบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับผู้อยู่อาศัยชั่วคราวในญี่ปุ่น ที่สำนักงานเมืองอิชิกาวะ

ผจญภัยสิครับ ไม่เคยไปเองนี่

วันนี้จบอักษรคาทากานะแล้ว ครูผมม้าจะมาเมืองไทยห้าวันอาทิตย์หน้า เลยบอกให้เตรียมน้ำมันมะกอกไว้กันผิวไหม้ และแนะนำให้กินผลไม้บ้านเรา มีเยอะแยะตาแป๊ะไก่ ถูกแสนถูก

บอกหนึ่งอย่างคือมะม่วง

คนญี่ปุ่นที่มาเมืองไทยติดใจมะม่วงบ้านเราทั้งนั้น แต่ปัญหาคือ มันไม่ยอมให้นำเข้า ไม่รู้บ้านเราปลูกมะม่วงอีท่าไหนเหมือนกัน จำได้ว่าคุยกับเคียวมูระ เธอบอกว่ามีการเจรจากันอยู่ เรื่องผลไม้จากเมืองไทย

แต่พวกมะม่วงเขายอมแพ้ไปเลย

ความจริงไม่น่ายอมแพ้ น้าเห็นมะม่วงตามซูป้า(ซูเปอร์มราร์เก็ต)แล้วน่าสงสาร มะม่วงอมโรค เข้าใจว่ามาจากอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์นี่แหละ

ทุเรศ....สวยๆอวบๆอย่างของเราไม่ยอมให้นำเข้า

ออกจากโรงเรียนบ่ายโมง วันนี้ไม่กินข้าวกลางวัน เพราะรู้แล้วว่าไปตั๋วเมโทรการ์ดขึ้นได้ทุกสาย ที่กะว่าจะซื้อน่ะใช้กับรถไฟไม่ได้ เมโทรการ์ดใช้กับซับเวย์เท่านั้น

ต้องไปลุ้นการซื้อตั๋วรถไฟ ไม่มีอารมณ์จะมากิน

ขึ้นรถไฟจากสถานีหน้าวัด คือ ที่โรงเรียนน่ะ ไปต่อซับเวย์ที่ทากาดาโนบับบา แล้วต่อไปถึงอี๊ดาชิ ตรงนี้แหละเปลี่ยนจากซับเวย์ไปขึ้นรถไฟ สาย เจอาร์ โซบุ ไลน์

เดินออกมาก็งงๆแล้ว แต่เดินไปจนเจอที่ซื้อตั๋ว เอาแผนที่ออกมากางดู ครึ่งชั่วโมงแหละ แม่งมีแต่ภาษาญี่ปุ่น จะซื้อตั๋วอีท่าไหนเนี่ย

ขออนุญาตซาโตริ อีกทีนะ

กางแผนที่แล้วจำตัวอักษรคันจิชื่อสถานีที่จะไปลง นับหนึ่ง สอง สาม เอาละวะ สถานีนี้ ตัวหนังสือเหมือนกัน ดูตัวเลขราคา แล้วหยอดเหรียญตามต้องการ กดฉับ ตั๋วปลิ้นออกมา ได้เลย

ขึ้นรถไฟมาสิบสองสถานี

สถานีรถไฟต่างจากซับเวย์ เพราะมันอยู่บนดินไง ยืนๆแล้วก็งงๆ ป้ายบอกชื่อสถานีหาไม่เจอ ผ่านมาตั้งสี่ห้าสถานีเพิ่งถึงบางอ้อ มันติดไว้ที่เสา ต่ำหน่อย ไม่เหมือนซับเวย์ ไอ้นั่นต้องแหงนนิด ฮ่าๆ

พอรู้ก็สบายโก๋ละครับ

ลงสถานีโมโต ยาวาตะ เดินตามแผนที่เลย เดินๆๆๆๆ

เอ๊ะทำไมไกล ตั้งสองกิโลแล้ว ไม่มีวี่แวว งัดแผนที่ออกมากางอีกที ต้องเลี้ยวขวา เอ้า เลี้ยวก็เลี้ยว เลี้ยวหน่อยเดียวเจอปั๊มน้ำมัน มีพนักงานปั๊มยืนอยู่คนหนึ่ง

เจอร์นัลลิสต์ แอ้ต ฮาร์ท ครับ เข้าไปเลย สุมิมาเซ็น พูดแค่นั้นแหละ เอาแผนที่กางออกให้ดู ชี้ลงไปว่าไอ้ตรงนี้แหละ

ไม่ต้องพูดเขาก็รู้ว่าถามว่าจะไปยังไง

พี่เขาก็บอกมาเลย จกปากกาจากกระเป๋ามาด้วย ตรงที่ยืนอยู่นี้จูโม่นะ เดินต่อไปแล้วเลี้ยวขวา เดินไปเรื่อยเดี๋ยวเจอเอง

เท่าที่ดูจากแผนที่ เดินผิดทางมาตั้งเยอะ

เดินไปตามที่เฮียแกบอกมา ระหว่างทางมีแต่บ้านคน คงย่านรวยแฮะ บ้านหลังใหญ่ๆทั้งนั้น เดินจนมาเจอทางรถไฟ ดูแผนที่อีกที ตอนแรกว่าจะเลี้ยวขวาไปตามทางแล้ว คิดไงไม่รู้เดินข้ามทางรถไฟไปดีกว่า

สไตล์ญี่ปุ่นเขาบอกว่า เล็ตส์ ฮาร์ต บริง ยู ให้หัวใจนำทาง อะไรแบบนี้

นั่นไง ใช่แน่ ซ้ายมือมีที่จอดรถ มีรถหวอจอดอยู่ ต้องไม่ผิด

เดินหน้าต่อไปสักหน่อยก็เจอถนนเลี้ยวซ้ายเข้าสำนักงานเทศบาลเลย

เข้าไปก็ถามพนักงานอินฟอร์เมชั่น เหมือนที่บอกนุ้ยไปนั่นแหละ ไอ้ที่จะไปรับบัตรประชาชน ห่างจากตรงนั้นสามเมตร แค่ชี้ก็เดินไปได้ พี่เขาอุตส่าห์เดินจากคอกหรือเคานต์เตอร์มาส่ง

เป็นเทศบาลบ้านเรา มันอาจจะกัดเราได้

รอคิวคนอยู่สักแป๊บก็ได้รับบัตร จากนั้นก็กลับ ต้องขึ้นสายเดิมไปอีกสองสามสถานี แล้วนั่งโตไซ ไลน์ย้อนกลับมาสถานีหอพัก เกือบสี่โมงเย็นแล้ว ระหว่างนี้แหละหนู ที่น้านึกได้ว่า ยังไม่ได้ปิดหน้าโอเอ ลืมสนิท

ไม่ทันแน่นอน

ลงจากสถานีมินามิ เกียวโตกุ ต้องเอาตั๋วไปปรับอีก เพราะจ่ายเงินมาไม่ครบ ไม่ได้จะโกงหรอก แต่ตอนเปลี่ยนสายหรือทรานสเฟอร์ มันไม่มีช่องเก็บตั๋ว

ก็แค่เดินเอาตั๋วไปให้พนักงานเขาดู เขาจะบอกราคามา เราก็จ่ายตังค์ไป แล้วก็ออกสถานีได้

ทำเป็นโม้ไปงั้นแหละ ความจริงเบ๊อะบ๊ะ เพราะน้าเอาตั๋วให้เขาดู เขาก็บอกว่า เฮียะยะคุเอน คือร้อยเก้าสิบเยน

น้าก็ถอยหลังมาห้าก้าว จกเหรียญมานับๆให้ครบตามที่เขาบอก กะเอาไปหยอดตู้ปรับเงินค่าตั๋ว ยืนดูคนอื่นเขาตั้งนาน เขาตั๋วเดือน ใบใหญ่ขนาดบัตรเอทีเอ็มกัน ไอ้เรามันตั๋วสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบตั๋วรถไปเลย ไม่มีช่องให้ยัดด้วย

เหลียวมองไปทางเดิมอีกที เห็นป้าแก่ๆคนหนึ่ง เอาตั๋วให้พนักงานเขา แล้วก็จกเหรียญออกมาจ่าย เดินออกไปได้

อะโด่ แค่นี้เอง

เอามั่งอีกที คราวนี้ไม่ถาม วางตั๋วพร้อมเงินร้อยเก้าสิบเยน พี่เขาก็กดปุ่มเปิดประตูให้ออกไปได้

ประตูที่ว่านี้อย่านึกว่าประตูบ้านนะครับ ก็แค่ช่องกั้นทางเดินระดับเอว แล้วมีแผ่นบุหนังขนาดเล็กกว่ามิตชนสุดสัปดาห์หน่อยสองแผ่นกั้นไว้ แบบประตูบาร์คาวบอยตะวันตกน่ะ แต่มันเล็ก แล้วก็แค่ระดับเอว หรือต่ำกว่า

ออกมาได้ใจตุ๊บต่อม น้องหนูที่ประชาชาติด่าเช็ด ลืมส่งต้นฉบับ

ทำไงได้ มันลืมนี่หว่า

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก