บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๕ มิถุนายน ๒๕๔๓

ซิมโปเซียม..ระทึก

วันนี้ตื่นไม่ต้องเช้า ลงไปกินข้าวต้ม บ๊ะจ่าง ขนมจีบ และ ซาละเปา ไม่ต้องแปลกใจอะไร มันอย่างละนิดเองน่ะ ใช่ว่าจะเยอะแยะไปหมด อีกอย่างมื้อเช้าของน้า ถ้าปกติจะกินเยอะหน่อย มื้อเย็นถ้าเมามากนักก็ไม่กินเลย

เลียนแบบพระ ถึงได้ไม่เคยอ้วนกับเขาเลยในชีวิต

สี่โมงเช้าก็ลงไปชั้นสองของโรงแรม เข้าห้องซิมโปเซียม

รอบเช้า พูดกันเรื่องความมั่นคงของเอเชีย มันเน้นกันแต่เรื่องทางด้านจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน

ต้องใช้หูฟังที่เขาแปลเป็นภาษาอังกฤษ ยกเว้นคนเดียวที่เป็นอเมริกัน อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเขามาเป็นวิทยากรด้วย

ฟังไปไม่ค่อยมีความรู้สึกร่วมเท่าไร ยกเว้นคนเดียวที่พูด คือ รองกรรมการผู้จัดการ หนังสือพิมพ์ โอกินาวา ไทมส์ เขาสะท้อนความรู้สึก ความคิดของชาวโอกินาวาออกมา

เขาบอกว่าชาวโอกินาวาเรียกร้องมานานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครฟัง หวังว่าเสียงร้องคราวนี้คงจะมีคนฟังบ้าง

จบภาคเช้า ก็ไปกินข้าวกลางวัน เราเป็นแขกที่เขาเชิญไปเลี้ยง มีหลายโต๊ะ แต่คนไม่ค่อยมากัน

น้านั่งกินกับอูชิยามะซัง และ อีกคนหนึ่งจากอาซาฮี ชิมบุน แต่คนนั้นไม่พูดภาษาอังกฤษ

อูชิยามะซัง ถามน้าว่า วัต อิส ยัวร์ อิมเพรสชั่น

เราก็งงๆ ไม่คิดอะไร ไม่เห็นมีแมวอะไรเลย มันก็จะเค้นให้แสดงความคิดให้ได้ บอกว่า ไม่เห็นเหรอ เนี่ย มิติใหม่ของการสัมนา เจรจากันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย รับฟังซึ่งกันและกัน

น้าก็บอกว่า เออเห็นด้วย แต่เรื่องมันไกลตัวคนไทยมากนะ ส่งข่าวไปเขาก็ไม่ลงหรอก ยังนึกประเด็นไม่ออกเลย คนพูดก็ไม่มีใครรู้จัก

อูชิยามะซังบอกว่า นี่เป็นหน้าที่ของคอเรสปอนเดนท์ ที่ต้องพยายามให้การศึกษาคน

เออว่ะ ให้การศึกษาคน มิติใหม่ของซิมโปเซียมครั้งนี้ ก็คือว่า มันอยากให้คนได้ยินการสัมนาไปทั่วโลก แต่ที่คนโอกินาวาร้องขอมาเป็นสิบๆปี รัฐบาลมันเองยังไม่ฟังเลย...คำว่าทุเรศ หยาบไปไหม

แหวะแหยะ

น้านุกสนุก เลยลองถามกลับไปบ้าง จากคำพูดของวิทยากรจากจีน มีท่อนหนึ่งที่เขาบอกว่า เรื่องไต้หวันจะเจรจากันอย่างไรได้ทั้งนั้น ทุกอย่างเป้นไปได้หมด แต่ขอให้ยอมรับว่าโลกนี้มีจีนเดียว

น้าถามว่า คุณคิดว่ายังไงกับนโยบายจีนเดียว นโยบายที่บอกว่าคุยกันได้ทุกอย่าง เป็นไปได้ทั้งนั้นที่คุณต้องการ แต่ก่อนอื่น ขอให้ยอมรับว่า คุณไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้

อูชิยามะซัง ตอบว่า อาซาฮี ชิมบุน มีนโยบายไม่ให้คนของเขาแสดงความคิดเห็นเรื่องจีนเดียว โดยส่วนตัวเขาบอกว่าเป็นมิตรกับคนไต้หวัน

ตลก..

น้าบอกว่า จีนเดียว โคตรฟันนี่เลย

มันก็เลยยกตัวอย่างว่า ถ้าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย มีใครอยากแยกตัวเป็นอิสระ คุณจะคิดว่าไง

ถามผิดคนซะแล้ว ไอ้หนู(ที่แก่กว่า)

น้าบอกว่า ผมเหรอ...จังหวัดไหนในเมืองไทยอยากแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาล ไปเลย หนับหนุน

ฮ่า...มันงงวุ้ย

มันถามว่าคนที่มติชนคิดอย่างนี้เหมือนกันหรือเปล่า ...อ้าวจะไปรู้เท้าชาวบ้านได้ไง มันเรื่องของเขานี่นา

แล้วทำท่าจะบลัฟว่า ได้ยินว่ากระเหรี่ยงบ้านคุณ ชนกลุ่มน้อยอยากแยกตัวเป็นอิสระ แต่รัฐบาลคุณก็ไม่ยอม น้าบอกว่าไอ้นั่นมันกิจของรัฐบาล ไม่ใช่ของน้า

และอีกอย่างกระเหรี่ยงที่ต้องการปกครองตนเองน่ะ ในพม่า ไม่ใช่ในเมืองไทย ไอ้ที่มายึดโรงพยาบาลบ้านเรานั่นก็เพราะต้องการบอกให้โลกรู้ว่ารัฐบาลพม่ามันทำกับเขายังไงต่างหาก รู้ไว้ซะมั่ง

อูชิยามะซัง กินแห้วไปเลยเที่ยวนี้ บอกน้าว่า ถาคบ่ายเป็นเรื่องไอที น้าคงสนใจมากกว่า

เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่น่าสนใจมากนัก เพราะมันพูดกันเรื่องเก่าๆ ค่อนข้างเป็นนามธรรมด้วย

จบเซสชั่นแรก อูยามะซัง บอกให้น้าตั้งคำถาม

พอเริ่มพูดกันต่อ มาเอียงตัวถามว่าตั้งคำถามไปหรือเปล่า น้าบอกว่า โน

ฮ่าๆๆ

ไม่รู้จะถามอะไรเหมือนกัน

ถ้าเราถามไป มันต้องได้หน้า ไม่เอาดีกว่า

สัมนาเสร็จตอนเย็น ไปงานเลี้ยงต้อนรับอีก กินพออิ่มท้อง เลิกงานกลับมาที่ห้อง ซดเบียร์ให้หายหงุดหงิด

ตื่นแต่เช้า รับลงไปกินข้าวเช้า แล้วเตรียมตัวออกจากโรงแรม ขึ้นแท็กซี่ไปสนามบิน

พอขึ้นเครื่อง มีเรื่องประหลาด เราก็นั่งตามที่ของเรา ตามหมายเลข มันติดหน้าต่าง อูชิยามะซัง มันนั่งริมทางเดิน ใจก็นึกว่า แปลกวุ้ย ทำไม่นั่งตามที่ตัวเอง เดี๋ยวหนึ่งก็มีผู้โดยสารอีกคน มาสะกิดอูชิยามะซัง คงบอกว่านี่ที่นั่งเขาหรือไงนี่แหละ มันคงฟังกันไม่ชัด

แต่อูชิยามะซัง มันหันมาหาน้า ใช้มือชี้เก้าอี้ว่างตรงกลาง แล้วพูดว่า ซิท ดาวน์ เฮีย ไม่มีคำว่า พลีส เสียด้วย

ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน อายุพอกัน น้าคงพ่นสัตว์เลื้อยคลานให้สักตัว แต่นี่มันก็อาวุโสละนะ ก็เลยขยับให้ดูว่า ที่นั่งของอั๊วเนี่ย ถูกต้องตามตั๋ว ของลื้อนั่นแหละ นั่งผิด

ผู้โดยสารคนนั้นเขาชี้ให้มันดูอีกทีว่า ที่นั่งอยู่น่ะ ของเขา ของคุณอยู่ตรงกลาง

มันถึงได้ทำหน้าปูเลี่ยนขยับมาแล้วบอกว่า ไอ อัม รอง

เออ ...ผิดซะมั่ง

ไม่แต่แค่นั้นหรอก กลับมาถึงสนามบิน ขึ้นแท็กซี่มาสำนักงาน โดยมันก็ไม่บอกอะไร ตามกำหนดการวันนี้เป้นวันหยุดของเรา เราควรกลับบ้านเลยได้

พอขึนไปที่ตึกก่อนจะขึ้นลิฟต์ น้าก็บอกว่า อยากจะกลับบ้านเลย ไม่อยากขึ้นไป มันบอกว่าขึนไปจัดโปรแกรมงานกันหน่อย พลีส

มีพลีสมาแล้ววุ้ย แต่พอขึ้นไป มันบอกว่าให้ไปคุยกับพ่อจอมชี้ ทากากิซัง เราก็ไปคุย ไม่มีอะไรเลย แค่วันที่ ๔ กรกฎาคม มีนัดกับฟานัค ส่วนหรุ่งนี้มะรืนนี้ก็ฟรี

จบก็จะกลับ

อูชิยามะซัง ถามว่าแล้วจะเอายังไงพรุ่งนี้กับมะรืน จะไปไหนยังไง จะเข้ามาหรือเปล่า

ไอ้เวร ก็มันวันหยุด เจือกอะไรด้วย

ยัวะจริงๆ

แต่ตอบไปแบบธรรมดา แล้วจดบัญชีเอาไว้ คอยดูสีมือน้ามั่ง

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก