บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๕ มีนาคม ๒๕๔๓

เดินแหลกแหกเมือง.

วันเสาร์เป็นวันหยุด รักวันหยุดจังเลย

มีเรื่องติดพันมาจากเมื่อวานตอนเย็นย่ำนิดหน่อย เพราะเข้าไปเช็คเวลาการใช้งานล็อกซ์อินโฟ ซึ่งเป็นปรกติ แม้ตัวเองไม่ได้ใช้ ลูกชายกับลูกสาวก็ใช้ ปรากฏว่าตกใจหมดเลย มีรายการของวันที่ ๑๕ มีนาคม ๑๑๕ ชั่วโมง มันจะเป็นไปได้ยังไง

ตอนแรกคิดว่าลูกชายเที่ยวไปรับเมล์หรือไฟล์ใครทางไอซีคิวหรือเปล่า แล้วโดนแฮก

เมล์ไปแจ้งล็อกซ์อินโฟให้เขาตรวจดู ว่าเป็นไปได้ยังไงวันเดียวร้อยกว่าชั่วโมง

เขาเมล์กลับมาว่าจะตรวจให้ แต่เบื้องต้นขอให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดซะก่อน

ตอนนั้นคิดว่าทำยังไงดี ถ้าเปลี่ยนเดี๋ยวลูกเมียต่อเน็ตไม่ได้อีก ก็เลยไม่เปลี่ยน หารืออาหมวยนิดหน่อยแล้วเข้านอน

ตื่นเช้ามา ยังไม่หายกังวล เอาผ้าไปซัก ต่ออินเทอร์เน็ต เข้าไปดูรายการใช้เน็ต ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตกลงเปลี่ยนพาสเวิร์ดก่อนดีกว่า

เปลี่ยนเสร็จก็เปิดโปรแกรมเน็ตทูโฟนโทรไปหาลูกชายที่บ้านบางละมุง เคยลองโทรมาหลายครั้งไม่สำเร็จ เที่ยวนี้สำเร็จแฮะ ต่อครั้งเดียว บอกพาสเวิร์ดใหม่ให้ลูกชายสุดที่รักไป แล้วถามเรื่องรับไฟล์รับเมล์อะไร

มันบอกไม่เคยรับเลย ขนาดเมล์พ่อรับแล้วมันยังไม่เปิดดู ...ไอ้ลูกชาย

โทรฟรีข้ามประเทศไปไม่กี่นาที ก็เลิกรา

มาเช็คดูความผิดปรกติอีกที มีรายการผิดปกติใช้ล็อกซ์อินโฟลากยาวตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม ถึง ๑๕ มีนาคม รายการมันถึงมาปรากฏในวันที่ ๑๕ มีนา

แปลกก็ตรงที่ มันใช้ได้ยังไงหกวันติดต่อกันโดยไม่ตัดเลย เป็นไปไม่ได้ อะโด่ ล็อกซ์อินโฟ หรือ ไอเอสพีอื่นๆทั้งหลายในเมืองไทยน่ะ ไม่มีทางหรอกที่จะไม่หลุด วันเดียวยังหลุดไม่รู้กี่ครั้ง

ตกลงก็ต้องรอละนะว่าเขาจะตรวจสอบออกมาอีท่าไหน

หมวยตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะโดนแฮกจากทางเมล์ของน้าเองก็ได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะถึงอยู่ที่นี่แต่ยังใช้อีเมล์ของล็อกซ์อินโฟอยู่ แต่พอพูดเรื่องติดต่อกันหกวันโดยสายไม่หลุดเลยนี่ มันเป็นไปได้ยากมาก

ไม่รู้วุ้ย

จัดการเรื่องพาสเวิร์ดใหม่กับลูกชายเสร็จ ฝากให้โทรไปบอกแม่ด้วย ไม่รู้ได้เรื่องหรือเปล่า

เก้าโมงครึ่ง หมอกุ้งโผล่มาทางไอซีคิว โน่น...ชวนไปเที่ยวเนปาลโน่นเลย อยากลุย หมอเขาว่างั้น

ถัดจากนั้นระหว่างรอผ้าปั่นอยู่ แม่ส้มโผล่มาอีกคน

เหมือนมีญาณอะไรสักอย่าง เธอถามว่าวาดรูปบ้างหรือเปล่า

วันนี้ตั้งใจว่าจะไปซื้อสีกับกระดาษพอดีเหมือนกัน แล้วจะไปดูนก

ยังไม่ทันได้ต่อความยาวยืดอะไร อินเทอร์เน็ตมันตัด ก็เลยออกไปจัดการกับเสื้อผ้า เอาออกจากเครื่องปั่น เสื้อเชิร์ตแห้งแล้ว แต่พวกเสื้อยืดยังไม่แห้งดี ต้องเอามาแผ่ๆ ตากต่ออีก

เสร็จสรรพก็ออกเดินทางด้วยความมั่นใจ ไม่มีแผนที่ติดตัวไปด้วย ทั้งที่หมอกุ้งทักก่อนแล้วว่าระวังหลงอีก

มันก็หลงจริงๆน่ะแหละ เดินไปปักหลักตรงสี่แยกห้างดี-มาร์ท ป้ายที่เขาเขียนเอาไว้หายไปแล้ว ใครจะไปจำได้เล่า

นึกได้ว่าป้ายที่เขาเขียนตอนนั้นมันเหมือนเป็นป้ายชั่วคราว อาทิตย์ก่อนมันคงมีคณะอะไรจะไปมั้ง เจอพายุฝนสองสามวันก่อนเข้าไป จะไปเหลือเหรอ

น้าเลยจับยามสามตา ลองย้อนความจำดู แหะๆ จำไม่ได้หรอก เดินมั่วๆไปเรื่อยๆ

ได้สักสองกิโลกว่าๆ ไปเจอสะพานข้ามแม่น้ำ ก็รู้เลยว่าผิดทางแน่นอน ไม่เหมือนวันนั้นเลย

ขึ้นไปชมวิวบนสะพานสักสองสามนาทีก็เดินย้อนกลับ มาได้ราวครึ่งทาง เลี้ยวขวาลงใต้ ตามแผนที่สถานที่ดูนกมันอยู่ทางใต้นี่

สาเหตุที่เลี้ยวอีกอย่างก็เพราะมองไปแล้วเห็นสีสัน ป้ายเป้ยอะไรนี่เยอะดี

เดินไปนิดเดียวก็รู้ว่า ไม่มีสีสันอะไรหรอก พวกถนนใหญ่ สีสันแบบนี้มีแต่ร้านขายรถยนต์ และอะไรเกี่ยวกับรถยนต์

แม้จะพลาดท่าก็ไม่ยอมเสียที ตั้งหน้าเดินมันลูกเดียว ไม่มีวี่แววเลยแฮะ

สักชั่วโมงหนึ่งได้ก็ถึงบางอ้อ

นี่มันมาถึงอีกเมืองหนึ่งแล้วนี่หว่า อุรายาสุ เมืองก่อนที่จะถึงเมืองของน้าน่ะ

เวร...... จะดูนกๆ

พอเห็นป้ายเขียนว่าอุรายาสุ ซิตี้ น้าก็ปลงแล้ว ไม่ดูก็ได้วะ นก

เช้าๆมองไปทางหน้าต่างมีนกให้ดูทุกวันอยู่แล้ว เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ เพราะอุรายาสุ เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัย น่าจะมีร้านขายเครื่องดนตรีอะไรมั่ง อยากซื้อเมาท์ออร์แกนสักอัน

เดินดุ่ยๆไป ไม่มีอะไรพรรค์อย่างนั้นเลย งั้นหาเดพาโต้(ดีพาร์ทเมนต์สโตร์) ก็ได้

เห็นร้านหนังสือระหว่างทาง เดินเข้าไปดูเสียหน่อย ได้หนังสือมาเล่มเขาวาดรูปไว้สวยดี สอนวิธีวาดรูปด้วย สี่ร้อยกว่าบาท เทียบแล้ว หนังสือในญี่ปุ่นนี่มันถูกนะ ยิ่งถ้าเอาค่าครองชีพมาวัดกันแล้ว ถูกกว่าขี้อีก

แบบว่า กินก๋วยเตี๋ยวสองชามชนิดมีเนื้อหมูไก่ครบ ราคาเท่ากับหนังสือที่น้าซื้อมา กระดาษอาร์ตอย่างดีสี่สีร้อยกว่าหน้าเนี่ย ในเมืองไทยไม่มีทางหรอกครับ ของเราต้องเกี๋ยวเตี๋ยวสิบชามเป็นอย่างน้อย

รัฐบาลไทยทำแห้วอะไรอยู่ก็ไม่รู้

ไม่แปลกใจเลยว่า คนญี่ปุ่นมันถึงได้อ่านหนังสือกันจัง

ออกจากร้านหนังสือก็เดินต่อไปเรื อยๆ มองหาร้านขายเครื่องดนตรี หรือ เดพาโต้ก็ได้

เดินมาจนถึงสถานีอุรายาสุ วนไปเวียนมา เข้าไปในห้างเซยุ เดินดูไปเรื่อยๆครบสี่ชั้น ไม่มีชั้นขายเครื่องดนตรีเลย

ซื้อผ้าเพื่อจะทำผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งหกสิบกว่าบาท จากนั้นก็ไปแผนกเครื่องเขียน หมดเงินไปหกร้อยกว่าบาท ได้สีชอล์กมากล่อง สีน้ำ(มั้ง)กล่องหนึ่ง กระดาษวาดรูปยี่สิบแผ่น ภู่กันหนึ่งอัน

ไม่แพงเท่าไรแฮะ

ในซูป้าของเซยุ เห็นมะม่วงสุก ลูกขนาดน่าสงสาร เข้าไปหยิบมาดมดู ไม่มีกลิ่นหอมเลย มะม่วงประเทศไหนเนี่ย ราคาไม่สมเหตุสมผลเลยตั้งสี่สิบบาทมั้ง

เดินมาสามชั่วโมงกว่าแล้ว แรงไม่หมดแต่ทดท้อ เพราะไม่เจอที่ดูนก

ขึ้นรถไฟกลับดีกว่า แค่ห้านาทีก็ถึงมินามิ เกียวโตขุ สถานีบ้านน้า ไม่ซื้ออะไรกินละ เย็นนี้มาม่าน้ำใสดีกว่า

แวะเข้าซูเปอร์ใต้สถานีตามฟอร์ม มองหาพริกขี้หนูสด ไม่มีแฮะ มีแต่พริกชี้ฟ้า แบบน่าเกลียดๆ ไอ้แบบดีๆเหมือนบ้านเราวันนี้ไม่มี ได้ผักชีมาหน่อย เจ็ดสิบบาท

หน่อยเดียวจริงๆ ปริมาณก็ราว สิบก้านเห็นจะได้

แบบถูกกว่าก็มีนะ แต่ไม่เอา เพราะมันขายราคาเท่ากัน เอามาเยอะก็กินไม่หมด

กะว่าวันนี้จะซื้อเนื้อมาทำเนื้อแดดเดียว ได้เนื้อมาสักสองขีด เป็นเนื้อชั้นเลวหน่อยสองร้อยกว่าบาท คิดว่าทำออกมาแล้วจะเท่ากับ เนื้อเค็มใส่ถุงที่ซื้อเขามากินสักราวๆสามถุง ถุงละแมวดม

ถูกลงสามเท่าละวะ

ซื้อพริกไทยกับกระเทียมป่นมาอีกอย่างละขวด เรียบโร้ย

เนื้อแดดเดียวสองขีดของน้านี่รวมราคาแล้วก็ประมาณสี่ร้อยบาท แต่พริกไทยกระเทียมมันยังใช้ต่อได้อีกนาน

มาถึงห้อง ก็จัดการขยำเนื้อกับน้ำปลา กระเทียม พริกไทย แล้วไปโขมยน้ำตาลทรายข้างล่างมาซองเหยาะๆลงไปหน่อย น่าจะเข้าท่า หมักไว้พรุ่งนี้เช้าตาก ภาวนาให้ฝนไม่ตก

ไม่ตกละก็แซบ เนื้อแดดเดียวย่าง กับ ข้าวสวยอุ่นๆ น้ำปลามะนาวพริกป่น กระเทียมสด แกล้มผักชี

โหย อย่าบอกใครเชียว

เช้านี้แดดดี ไม่ค่อยหนาว พอเย็นเข้าเอาอีกแล้ว เยือกมาเลย อะไรของมันนักหนาก็ไม่รู้ ญี่ปุ่นนี่

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก