บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๓      ปอกเปลือกโอกินาว่า

เมื่อวานตอนเย็น บอกทากากิซังก่อนเขาจะออกจาก
สำนักงานว่า วันนี้จะไม่เข้าออฟฟิศ  ว่าจะไปไหนสักแห่ง  อาจจะไปปีนเขาขึ้นไปนอน
สักคืนสองคืน แต่แล้ว....ตื่นเช้ามา หลังจากกินข้าวมื้อเช้าไปเรียบร้อย ก็มานอน
อ่านหนังสือ แฮร์รี พอตเตอร์  นั่นเองขึ้นเล่มสอง  นอนอ่านไปไม่รู้เดือนรู้จะวัน ข้างกลางวัน
ก็ไม่กิน จนจบเล่มสอง อ้าว เข้าไปสามโมงเย็นแล้ว
	วันนี้ไม่ได้สั่งข้าวมือเย็นไว้เสียด้วย 
	ออนไลน์มาดูโน่นดูนี่ แล้วลงไปข้างล่าง  เพราะยังอยากมีข้าวมื้อเย็นกิน
ตามเวลา  ลองถามเขาดูว่าจะเพิ่มให้ได้หรือไม่ลงไป ไม่มีใครนอกจากแม่บ้านจ้าของหอ  
เลยต้องพยายามเค้นภาษาญี่ปุ่นออกมาบอกเขาว่า โกฮังๆ  ยารุโกฮัง
	ป้าแกก็เอาใบสำหรับติ๊กจองอาหารออกมาให้  เพราะมันเลยเวลาสั่งจองมาแล้ว
	น้าต้องบอกแกว่า  เคียววะ ยารุ โกฮัง นะแม่  แกทวนคำเคียววะ  แล้วก็บอกว่า 
วาการิมัส เป็นอันว่าวันนี้มื้อเย็นกินที่หอได้ โนพร็อบเบล็ม
	หมดเรื่องหมดราวไป เดินออกไปนอกหอ ฝนตกนี่หว่า โชคดีอยู่เหมือนกัน
ที่ไม่ไปเขาตามที่ตั้งใจไว้ อากาศแบบนี้ไปก็เสร็จ มีแต่ฝน  เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
	วันนี้นั่งเปิดหนังสือที่เอามาจากโอกินาว่า
เล่มหนึ่ง  คิดว่าน่าจะเล่าให้ฟังเป็นความรู้ประดับกาย 
อย่างที่เคยบอกแล้วว่าโอกินาว่า นั้น เดิมเป็นอาณาจักรริวกิว 
ไม่ใช่พวกเดียวกับญี่ปุ่น  แต่ตอนหลังญี่ปุ่นเข้ามายึดเป็น
ประเทศราช ใช้เป็นประตูสู่ต่างประเทศ
	โอกินาว่า ติดต่อค้าขายกับโลกภายนอก 
รับวัฒนธรรมจากจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาเยอะ
	อาหารการกินชัดที่สุด
	อย่างที่บอกไปแล้วว่า เหล้าขาว อาวาโมริ ของโอกินาว่า 
ซึ่งมีชื่อเสียงมากนั้น แท้ที่จริงแล้วมันมาจากประเทศไทยเมื่อราวๆ 
๔-๕๐๐ ปีก่อน เขาเชื่อกันว่าดั้งเดิมของเล่าขาวนี้อยู่ที่จีน จากจีน แผ่ลงไป
ทางใต้รวมทั้งประเทศไทย
	แล้วชาวริวกิวก็เอาจากประเทศไทยไปอีกที  ข้าวที่เป้นวัตถุดิบสำคัญ
เดี๋ยวนี้ยังนำเข้าจากไทย แล้วใช้ยิสต์ดำในการหมัก
	อาวาโมริ เพิ่งมาเป็นเหล้าสำหรับกินเพื่อความสนุกทั้วๆไปเมื่อไม่นานมานี้  
ก่อนหน้านั้น มันเป็นเหล้าสำหรับเทศกาลพิเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเหล้าที่ทำขึ้น
เมื่อครอบครัวให้กำเนิดลูกผู้ชาย เขาจะหมักเหล้าอาวาโมริ วันที่ลูกชายเกิด และเก็บไว้
จนถึงปีที่ยี่สิบเอ็ด ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ลูกชายแต่งงาน อาวาโมริจะนำมาใช้ในงานแต่งงาน
	ทุกวันนี้ก็ยังมีธรรมเนียมอย่างนั้นอยู่ พร้อมไปกับกับระบาดของอาวาโมริ  
๔๗  บริษัท กว่า ๔๐๐ ยี่ห้อ
	เหล้าขาวไทยนี่แหละ ฮึ่ม
	ถัดจากอาวาโมริ  ก็คือ หมู  คนญี่ปุ่นโดยทั่วไปเขาไม่กินหมูกัน  
ต่างไปจากโอกินาว่า  เขากินหมูเป็นล่ำเป็นสัน หมูในญี่ปุ่นปัจจุบันกว่าครึ่งมาจากโอกินาว่า
	มาจากจีนนั่นแหละครับไอ้การเลี้ยงและการกินหมู  และกินกันหมดทุก
หยดหยาด เนื้อ มัน หัว ขา เครื่องใน ทำกับข้าวต่างๆหันออกไป   หัวหมูก็ขึ้นชื่อ 
ขาหมูก็ขึ้นชื่อ  มีทั้งต้มจืด ต้มพะโล้  ขาหมูย่าง  ซี่โครงหมูฯลฯ  ลองมากินดูแล้ว
จะรู้สึกว่า เออ มันไม่ได้ต่างไปจากเมืองไทยนัก  
	แต่เขาอธิบายวิธีการทำหมูไว้เลิศทีเดียว  ซึ่งที่จริงก็คือการเคี่ยวด้วยไฟ
อ่อนๆ จนหมูเปื่อย ช้อนมันที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป น้ำต้มก็กลายเป็นน้ำซุปไว้ปรุงกับข้าว  
หมูก็เอาไปทำอะไรที่อยากจะทำ
	เป็นอาหารชั้นอร่อยเลยทีเดียว
	ทีนี้อาวาโมริ นี่มันต้องมีกับแกล้ม หน่อย คู่กันของเขาคืออะไรรู้ไหมเพื่อน  
เต้าหูยี้   ในภาษาของเขาเรียกว่า โทหุยุ เหมือนกันซะไม่มีผิด  แต่ของเขานุ่มนวล
จนกินเปล่าๆได้อร่อย ในบ้านเรา เต้าหู้ยี้ระกับนี้หาไม่ง่ายนัก แต่ก็มี ใครอยากลอง
ไปหาซื้อมา แล้วจิบเหล้าขาวตาม ไม่มีอะไรต่างกันหรอก
	เขาว่าเต้าหู้ยี้อย่างเด็ดมันต้อง เอาใส่ปากแล้วละลายซาบซ่านไปกับลิ้น
	มะระ นี่คงไม่ต้องพูดกันมากความ ตามตำราบอกว่าน่าจะมาจากจีน 
อันนี้ไม่แน่ใจ เพราะบ้านเราก็มะระขึ้นชื่อ เพียงแต่ที่โอกินาว่านี่ แทบจะเป็นอาหาร
จานหลักเลย  ทุกวันนี้บ้านคนก็ยังปลูกมะระทำค้างไว้หน้าบ้านเอาร่มไปด้วย
	รสชาติของผัดมะระของเขาไม่ต่างจากเรา แต่เขาใช้เต้าหู้ ขณะที่เราใช้ไข่  
รูปทรงของมะระต่างไปนิดหน่อย  มะระบ้านเรา มันจะเป็นปุ่มปมมนๆที่ผิวนอก สีออก
เขียวอ่อน แต่ของเขาเข้ม และผิวมันออกไปทางมะระขี้นกมากกว่า
	ยังไงมันก็ขมเหมือนกัน
	บวบก็เป้นอีกอย่างที่ขึ้นชื่อ ผัดบวบนี่แหละไม่มีอะไรมาก
	ยังมีอาหารบางอย่างที่พิเศษ....ผัดผักบุ้ง  และยำปลาทูน่า กับ ผักชีฝรั่ง  
และๆๆๆ ที่น้ากินมาก็คือ ยำมะเขือเผา มีหอมดอง กระเทียมดอง ด้วยกรรมวิธีรสชาติ
เหมือนของเราไม่ผิดเลย
	ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแท็กซี่คนหนึ่งบอกว่าอาหารไทยเหมือนอาหารโอกินาว่า
	ที่ลืมไม่ได้ก็คือเผือก  เผือกนี่มันมากับหมู แรกเริ่มเดิมที พอจะเลี้ยงหมูเนี่ย 
เขาต้องปลูกเผือก ...ขอละไว้ละกัน ไม่แน่ใจว่ามันคือเผือกเหมือนบ้านเรา หรือจริงๆก็
แค่มันเทศที่มันสีม่วงๆ  
	ปลูกเพื่อเลี้ยงหมู แล้วก็เลยเอามากินกลายเป็นอาหารสุขภาพจานเด็ดไปอีก 
แทนมันฝรั่ง
	สมัยก่อน สองร้อยกว่าปีก่อน หมูโอกินาว่า มันเป็นหมูดำ  ใครที่เคยคลุกคลี
กับชาวเขาสมัยก่อนคงรู้จักดี หมูตัวเล็กๆผอมๆ ที่ไอ้พวกนักพัฒนาสายฝรั่งมันมองแล้ว
สมเพชนั่นแหละ  หมูพวกนี้เนื้ออาจจะแข็ง  แต่ถ้ารู้วิธีก็ไม่ยาก มันเป็นหมูที่ไขมันต่ำ  
แต่โดนทำลายด้วยหมูพันธุ์ผสมไปจนไม่เหลือหรอแล้ว
	ในโอกินาว่านี่ก็ไม่เหลือเหมือนกัน
	เพิ่งจะในระยะหลังที่เขาพยายามฟื้นฟูสายพันธุ์ของหมูบ้านแบบนี้กลับมาอีก
	ท่านประธานช่วยด้วย อะไรต่ออะไรแบบนี้ มันต้องแต่ละคน แต่ละชุมชนตระหนัก
และสร้างกันขึ้นมาเอง  เลิกมองไปที่รัฐบาล แล้วตั้งคำถามงี่เง่ากันเสียที
	ตั้งคำถามงี่เง่ากับไอ้พวกงี่เง่า กี่ปีกีชาติก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมานอกจากเรื่องงี่เง่าๆ 
	ถามตัวเองดีกว่าว่าจะทำอะไรดี
	ได้เวลาราวๆสามทุ่ม ออนไลน์สักพัก น้าก็โผล่มาเปิดบัดดี้โฟน  แต่มันไม่คุย
อะไรนอกจากพูดขึ้นมาว่าซื้อเกมๆ ขอยืมเงินซื้อเกม แล้วมันก็ท่องอย฿อย่างนั้นว่า 
ขอยืมเงินหน่อยๆ  
ไปท่องอยู่ห่างไมค์เยอะเลย แม่ก้อยเข้ามาคุยแทน เรียกคุณปรายมสาคุยเธอ
ก็ไม่ยอม แต่วิ่งมาช่วยบอกพ่อว่า แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกน่า
	ทีอย่างนี้ช่วยพี่ชายแฮะ  เสียงเจ้าน้ำยังมีมาเป้นระยะ ขอยืมเงินหน่อยๆ  
น้าบอกแม่ก้อยไป ดูมันเนี่ยเหรอวิธีขอตังค์คน เอาส้นไปเถอะ   แม่ก้อยก็หันไปบอก
ลูกชายได้ยินแว่วๆว่า น้ำไปพูดกับพ่อสิ บอกเขา เกมอะไรยังไง  ได้ยินเสียงมันสวนแม่มาว่า
บอกแล้วได้ก็ดีสิ 
	ไอ้วัยรุ่น...น้าชักยัวะขึ้นมา
	สักประเดี๋ยวมันเดินมาพูดที่ไมค์ว่า พ่อเป็นยังไงมั่ง...แม่เขาบอกให้พูด เนี่ยเขาบอกให้พูด
	ควันขึ้นหัวโขมงเลย น้ำตาก็พาลจะไหลด้วย 
	ปิดบัดดี้โฟนฉับ ตามด้วยปิดไอซีคิว และปิดเน็ตในเวลาชั่ววินาที  ทั้งโมโห ทั้งน้อยใจ
	นอนอ่านหนังสือสักพักก็ปิดไฟนอนมันเลย  
	

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก