บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๘ มีนาคม ๒๕๔๓

รีธึ่ม ออฟ เดอะ เรน

เมื่อสมัยเด็กๆ ฝนคือสิ่งมหัศจรรย์ น้ารักมันจริงๆ ทั้งเสียงเม็ดฝนหล่นใส่หลังคาสังกะสีในตอนกลางคืนที่พาจินตนาการบรรเจิด และถ้าเป็นกลางวันก็ยังได้ออกไปเล่นน้ำฝนเย็นฉ่ำ บางทีก็ช่วยผู้ใหญ่รองน้ำฝนบ้าง วิ่งเล่นในสวนหลังบ้านบ้าง โจนลงบ่อโคลนบ้าง

เผลอๆฝนหนักๆเข้ามีน้ำท่วม โรงเรียนหยุดอีก..โอ๊ย สุดจะพรรณนา

มาเรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯนั่นแหละถึงได้รู้ด้านที่ร้ายกาจของฝน ซึ่งจะว่าไปแล้ว โทษฝนเขาไม่ได้ เราเองต่างหากที่ดันมาใช้ชีวิตทุลักทุเลอยู่ในกรุงเทพฯ

แต่ก็ยังรักฝนไม่เสื่อมคลาย

วันนี้ฝนตก ได้บทเรียนบทใหม่มาอีกบทสำหรับการใช้ชีวิตที่นี่

รีธึ่ม ออฟ เดอะ เรน บรรเลงอย่างไม่เหมาะไม่ควรเท่าไร ออกจากโรงเรียนตอนบ่ายไปเดินหาข้าวกินที่ทากาดาโนบับบา ได้กินข้าวแกงกะหรี่ ก็งั้นๆ แหละ อย่างที่เคยบอกมันร้อนและหอมเครื่องเทศ รสชาติก็ดี แต่ขาดรสเผ็ดของพริกตามความเคยชิน กินไม่หมดจานหรอก ขนาดว่าสั่งจานเล็กแล้วนะ ราคาร้อยสี่สิบบาท

กินเสร็จออกมาจากร้าน ก็เห็นเมฆทะมึนไปทั่วท้องฟ้า เอาแล้วสิ เสร็จมันแน่

ภาวนาว่าอย่าตกหนักก็แล้วกัน

กะแล้วเชียว เมื่อเช้าออกจาหอพักเดินมาตามถนน รู้สึกแปลกๆอยู่ เพราะหลายคน กะว่าราวสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ได้ ถือร่มกันทั้งนั้น ทั้งๆที่ฝนไม่ได้ตก อากาศก็ดูแจ่มใสดี

ออกจากสถานีรถไฟที่ซูกิจิเหมือนเดิม พอเดินขึ้นบันไดโผล่ขึ้นไปบนพื้นโลก ก็เห็นตกจั้กๆ แต่ไม่รู้จะทำไง เดินตากฝนครางเพลง รีธึ่ม ออฟ เดอะ เรน ไปพลาง เปียกซ่กเลยเพ่ ที่กะว่าไปดูคีย์บอร์ดอะไรให้ป๊ะของไอ้หนุ่ยก็เลยไม่ได้ไป

ขึ้นไปบนออฟฟิศเหมือนลูกหมาตกน้ำ แต่ไม่มีคนก็เลยไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ

วันนี้ไม่ได้แบกคอมพิวเตอร์มาด้วย ก็กะจะไปเมืองอิเลคทรอนิกส์นั่นแหละ เลยไม่เอามา

อูเอโนะซังเข้ามา พอจังหวะเห็นว่างๆ น้าก็รี่เข้าไปถามขอให้ดูเส้นทางการเดินทางให้หน่อยว่าจะไปยังไง พอดีอ่านบทความเจอเข้า มันเป็นหมู่บ้านบนเขา ที่คนต่างประเทศในญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นบางคนหนีจากโตเกียวไปอยู่ที่นั่น และทำงานจากที่บ้าน

เข้าท่าดี แบบแม่ส้มละมั้ง แต่เขาทำงานเป้นเรื่องเป้นราวกว่า ฮ่าๆ บางคนเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย บางคนเป็นศิลปิน บางคนทำบริษัทโฆษณา เป็นต้น

เขาเริ่มจะจัดกิจกรรมกันทุกวันอาทิตย์ มีตลาดนัดมั่ง พาเดินทัวร์หมู่บ้านมั่ง เล่นกับเด็กมั่ง อะไรแบบนี้ อ่านแล้วก็เลยอยากไปดู และไปสัมภาษณ์คนที่นั่น

ได้เส้นทางมาดูแล้วเรียบร้อย ไม่ยากเท่าไหร่ แต่อาจจะไกลสักหน่อยเท่านั้นเอง เดี๋ยวพรุ่งนี้อาจจะได้คุยกับนักข่าวที่เขียนเรื่องนี้เป็นแบ๊คกราวนด์ไปก่อน

สำเร็จไปอีกเรื่อง

นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ ก็ดีเหมือนกันได้อะไรใส่หัวมาหลายอย่าง เข้าท่ากว่าการเอาคอมพิวเตอร์ติดตัวมาสำนักงานด้วยเยอะเลย ต่อไปนี้จะเอามาน้อยลงละ น้องนุ่งถ้าคิดถึงมากๆเจอกันตอนเย็นหรือค่ำก็แล้วกัน

เย็นแล้ว อูเอโนะซังบอกว่า ฝนตกนะข้างนอก มีร่มหรือเปล่า น้าก็บอกว่ามีที่หอพัก ไม่ได้เอามา เธอบอกว่าเดี๋ยวขากลับฝนจะตก แล้วก็เลยไปเอาร่มอันเล็กๆ ของใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นของทาเกอูชิซัง เพราะวันนี้พี่อ้วนไม่ได้เข้าสำนักงาน

บทเรียนของน้าวันนี้ก็คือ มาอยู่ญี่ปุ่นนี่ ต้องดูพยากรณ์อากาศในหนังสือพิมพ์ทุกวัน เพื่อเตรียมตัวรับมือให้เหมาะสม

ก่อนออกจากสำนักงาน อูชิยามะซัง เดินเอาหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นมาให้ดู แล้วบอกว่าอ่านได้แล้วนี่ ลองอ่านดูหัวข่าว

อ่านออกมาได้ว่า "สงกรานต์"

สรุปก็คือ วันที่ ๑๖ เมษายนนี้ วันจิกัน ที่นากาโนะ ซึ่งเป็นวัดไทยจะจัดงานวันสงกรานต์ ขอเชิญชาวไทยรวมทั้งชาวอื่นที่สนใจไปร่วม

ไม่ถามเลยว่าสนใจไหม มีหรือจะพลาด ปีก่อนมีคนไทยตั้งสองพันกว่าคนไปร่วม งานนี้ได้ล่อส้มตำไก่ย่างแน่

ความจริงมันก็อีกตั้งนาน แต่อูชิยามะซังยืนยันจะเอาแผนที่มากางเพื่อจะบอกทางให้ถูกต้อง ซึ่งที่จริงไม่ยากแล้วสำหรับน้า นากาโนะ คือสถานีที่วันแรกไปโรงเรียนแล้วนั่งรถด่วนเลยไปลงนั่นแหละ

ก็แค่นั่งไปแล้วเดินหาเอาหน่อยเท่านั้น

ตอนนี้พอจะใช้ภาษาญี่ปุ่นสอบถามเรื่องง่ายๆได้บ้างแล้ว

แต่ก็ต้องไปให้แกบริการเราไปตามประเพณี ก็ดี ละเอียดขึ้นเยอะ

ขึ้นซับเวย์กลับบ้าน วันนี้มีอาการแปลกๆคือหิวข้าวมาก ทั้งที่กินมื้อกลางวันมาตอนบ่ายโมงกว่า หิวจนเข้าอ่อนเลย แต่ไม่ถึงกับทรุด แถมไม่ได้หิวธรรมดา หิวอาหารไทยด้วย

อยากได้ข้าวไข่เจียว น้ำปลาพริกขี้หนู กับ ผัดกระเพราเผ็ดๆหน่อย จะไปหาที่ไหนได้เนี่ย

คิดถึงเมืองไทยขึ้นมาเฉยๆซะงั้นแหละ

ความจริงเมื่อตอนบ่ายก็คิดถึงอาหารไทยตะหงิด ลองเดินเข้าตามตรอกซอกซอยในย่านทากาดาโนะบับบาเผื่อฟลุก ก็ไม่มี ครูที่สอนภาษาวันนี้ ท่าทางชอบอาหารไทย บอกว่าแถนชินจูกุมีเยอะ ราคาก็ไม่แพง

สงสัยเพราะครูชวนคุยเรื่องอาหารไทยนี่เองแหละ ทำให้อยากมากขึ้น

ระหว่างขึ้นรถกลับบ้าน ใจก็คิดแก้ปัญหาให้ตัวเอง ระหว่างที่ยังหาร้านอาหารไทยแก้อยากไม่ได้

วันอาทิตย์นี้จะบรรเลงละนะ คิดรายการอาหารที่ทำได้ง่ายๆไม่รบกวนการดำรงชีวิตของพี่ยุ่นคนอื่นที่นี่ ลงไปทำมันในห้องอาหารข้างล่างนั่นแหละ เขามีเตากับหม้อเล็กๆใบหนึ่ง

อาหารเผ็ดๆต้องเลิกคิด

อาหารทอดๆก็เหมือนกัน

เล่นแกงจืดมันนี่แหละ มีซุปไก่แบบคะนอร์อยู่กล่องหนึ่งแล้ว เดี๋ยวหาโอกาสไปซื้อหมูสับกับผักกวางตุ้งมา น้ำปลาพริกไทยกระเทียมก็มีพร้อม

ยังไงต้องหาพริกขี้หนูมาให้ได้ เคยเจอครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าเจอที่ไหน แพงก็เอาละ

คิดแผนเสร็จก็สบายใจ แต่วันนี้ไม่ทำหรอก ก่อนถึงหอแวะซื้อข้าวอะไรไม่รู้กล่องหนึ่งกับปลาทอดกรอบ มาถึงหอ พี่ผู้จัดการมารออีกแล้ว

อ้าววันนี้สั่งมื้อเย็นไว้ลืมสนิทเลย พี่เขาแนะนำวิธีกินอาหารญี่ปุ่นวันนี้ ที่จริงก็ไม่มีอะไรมาก ปลาย่างซีอิ๊ว กับเต้าหู้ก้อนๆ ห้าหกก้อน ไอ้เต้าหู้นี่แหละที่ต้องตักเอาอะไรต่ออะไรมาราดมัน พวกผักบดน้ำแหยะ หรือ มัสตาร์ด แล้วแต่จะชอบ

รากซอสถั่วเหลืองไปอีกนิดหน่อยเท่านั้น

ไม่รู้รสชาติจะเป็นไง เพราะยังไม่ได้ลงไปกิน

วันนี้เห็นเงาะลูกงามแต่สีไม่สวยเท่าไหรออกแดงดำเท่านั้นใส่กล่องโฟมเล็กๆวางขายที่ซูป้า คำนวณราคาดูแล้วตกลูกละสามสิบกว่าบาท

ชาตินี้สังสัยไม่เจอกันแน่เลยเรา บ้านเราถ้าเกินโลละสามสิบห้าบาทนี่ ถือว่าแพงแล้ว

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก