บันทึกจากญี่ปุ่น

๒๙ มีนาคม ๒๕๔๓

ก็จะกินบะหมี่อะ

เมื่อคืนฝนตกลมแรง แต่เช้ามาอากาศดีเป็นพิเศษ มีแดดด้วย เวลาแดดออก ซึ่งอาจจะเป้นเฉพาะช่วงหน้าหนาว คนญี่ปุ่นจะบอกว่าอากาศดี รู้สึกว่าจะใช้คำว่า เก๊นขิ นี่แหละ เพียงแต่วันนี้เก๊นขิ ทว่าวินดี้ไปหน่อย ผสมภาษาปะกิตเข้าไป วินดี้ ก๊อ ลมแรงอะดิ

สังเกตุดูผู้คนตามท้องถนน การแต่งตัวเริ่มเปลี่ยนแล้ว คนใส่โอเวอร์โค้ตกันน้อยลง นี่คือสัญญาณของฤดูใบไม้ผลิจริงๆ

ยิ่งเมื่อตอนเย็นขากลับบ้าน อากาศสำหรับเราก็เหมือนหน้าหนาวบางวันที่โชคดีอากาศมันเย็นๆ คนเป็นจำนวนมาก พวกผู้ชายน่ะใส่แค่สูทเท่านั้น โอเวอร์โค้ตน้อยมาก

ส่วนผู้หญิง ไม่มีเวลาสังเกตุ

วันนี้ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่น ทำเอาคุณครูตัวโตเครียดขึ้ง เพราะให้การบ้านแล้วไม่ได้ทำ พอตรวจด้วยการฝึก แบบฝึกหัดสุดท้ายที่ให้แปลประโยคจากภาษาอังกฤษเป็นญี่ปุ่น แปลเท่าไหร่ก็ผิด

คุณครูตัวโตเสียงสั่นเลย คงนึกด่าอยู่ในใจ เมื่อวานยังคล่องอยู่ วันนี้เป้นเหวอะไร

สาเหตุที่แท้จริงมาจากการที่น้าจำรูปมากกว่าจำหลัก พอหลักไม่แม่นเราก็สร้างรูปประโยคไม่ถูก ไอ้เวลาฝึกๆในชั้นเรียนมันก็แป๊บเดียวจำได้ พอผ่านไปวันเอ้า ลืมไปอีกแล้ว

แต่ครึ่งหลังของการเรียนก็ผ่านไปด้วยดี เรียนเพิ่มเรื่องคุณศัพท์ มี อี๊ กับ น้า ฮ่าๆ แบบนี้จำง่ายหน่อย

จำง่าย แต่ยากมากครับ โทเทโมะ มูซูกาชิ เดส วันหนึ่งๆล่อศัพท์ใหม่เข้าไปหลายสิบคำ อยากมีสมองส่วนก้นเพิ่ม จะได้ไม่หนีหายไปไหน

ก็นั่งทับเอาไว้ไง

เลิกเรียนขึ้นรถไฟแต่เลยไปอากิอาบาระ เพื่อไปดูราคาคีย์บอร์ด ให้ป๊ะของพังหนุ่ยและพลายตุ๋ม ป๊ะ เขาก็อาซาฮี คิชา (นักข่าว)เหมือนกัน ลงจากสถานีเดินไม่ถึงห้านาทีก็เจอร้านแรก คีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่นยี่ห้อคอมแพคใหม่เอี่ยมอันละแค่ ๑,๕๐๐ เยนเอง หรือ ๕๐๐ บาท

ไม่รู้ว่ารวมค่าส่งไปเมืองไทยบวกภาษีแล้วจะเท่าไร หนักก็หนักค่าส่งนี่ละ

เสร็จจากนั้นก็เดินตระเวณ พยายามมองหากล้อง จะซิงเกิ้ลเลนส์แบบไม่มีอัตโนมัติเลย เพราะน้าแพ้ไอ้พวกอัตโนมัติอย่างที่รู้กันอยู่ เอากล้องอัตโนมัติต่างประเทศทีไร ถ่ายไม่ได้รูปสักที แต่หาไม่เจอ

ไปเจอกล้องนิคอนเอฟเอ็มสิบ อยู่ตัว ราคาราวๆหมื่นสามพันบาท แต่ยังไม่โอเค เพราะอยากได้ที่ไม่มีอัตโนมัติเลย มือสองก็ได้

ที่จริงที่ทำงานก็ได้มาตัว เป็นไอ้แคนนอนอีโอเอส ๕๐๐ นี่เลย ที่ไม่เคยถ่ายแล้วได้รูป สู้เพนแทกซ์ราคาไม่กี่พันของน้าไม่ได้ ถ่ายออกมาทีไร ชัวร์ทุกที แต่ไม่ได้เอามันมาด้วยน่ะสิ ถึงได้เดือดร้อนอยู่นี่แหละ

เดินสักพักก็เลิกรา กลับเข้าสำนักงานดีกว่า

ก่อนถึงสถานีรถไฟ เห็นร้านขายบะหมี่เล็ก สไตล์ไม่ทันสมัยมาก น่ากินดี มีตู้กดคูปองด้วย ยืนเล็งๆหน้าร้านอยู่นาน เพราะมันเป้นตัวหนังสือคันจิ อ่านไม่ออก เดาก็ไม่ออก

ก็เลยเปรียบราคาจากรูป จะกินบะหมี่จีน หรือ ไอ้ราเมน นี่แหละ เห้นราคามัน ๓๘๐ เยน รายการอื่นๆไม่มีราคานี้เลย

ก็เลยเดินเข้าร้าน ยืนหน้าตู้ หยอดเงินแล้วกดอันที่ราคาร ๓๘๐ เยน ได้ตั๋วออกมาใบ ..เรียกตั๋วดีกว่า เพราะขนาดมันเท่ากันกับตั๋วรถไฟเลย

พอเอาตั๋วให้พนักงาน เขาตะโกน คะรี่ ไรซ์ ฟังไม่ผิดแน่ ๆ

มีพี่ยุนใส่สูทอยู่คน คิวก่อนน้า พอได้ยิน คะรี่ ไรซ์ พี่แกทำท่าประหลาด ๆ แล้วร้องหึ

หนอยก็จะกินแล้ว เพ่เกี่ยวอะไรด้วย เห็นน้าเป้นกระเหรี่ยงในโตเกียวหรือไง

ตกลงว่าสั่งจะกินบะหมี่แต่ดันได้ข้าวราดแกงกะหรี่เนื้อมากิน ซ้ำกับมื้อกลางวันเมื่อวานเลย

กินเสร็จ ไม่หมดตามเคย ก็ยกถาดไปวางที่เคาน์เตอร์ แล้วออกมาขึ้นรถไฟไปสำนักงาน กว่าจะไปถึงก็บ่ายสามโมง มีอูเอโนะซังนั่งอยู่คนเดียวในห้อง

นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปสักพัก ต่ออินเทอร์เน็ตดูโน่นนี่ คุยกับคนบ้าง

พออูชิยามะซังเข้ามา ก็เริ่มมีรายการสามรายการ

รายการแรก แผนที่บ้านซึ่งจะไปดูซากุระบานวันเสาร์ที่ ๘ เมษายนนี้ รายการที่สอง เรื่องชุมชนนานาชาติบนเขาที่มิซากิ ชูโจ อูซิยามะ เอาแมกกาซีนที่ลงเรื่องนี้เมื่อสองสามเดือนก่อนมาให้ดู แล้วบอกว่าให้อูเอโนะซังแปลเป้นภาษาอังกฤษให้ เดี๋ยวว่างไปถามเอาเอง พร้อมกับบอกว่านักข่าวที่เขียนเรื่องนี้ในอาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์ ยังติดต่อไม่ได้

น้าบอกไม่เป้นไรติดต่อไปทางโน้นไปแล้ว เขาบอกเส้นทางมา ไปให้ถึงสถานีใกล้ที่สุดแล้วเขาจะเอารถมารับไป

รายการสุดท้าย โปรแกรมงานของน้า หลังจากเรียนภาษาเสร็จในอาทิตย์หน้า ก็จะเริ่มเข้าคอร์สเทรนนิ่ง ราวสองอาทิตย์ เทรนนิ่งเสร็จ ก็จะมีวันหยุดยาวเกือบอาทิตย์ หลังจากนั้นก็เข้าสังกัด อาซาฮี อินเทอร์เนชันแนล ดิวิชั่น

ซึ่งท่านผู้อำนวยการแผนกหรือบอกอ อาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์ รับรู้เงื่อนไขอย่างหนึ่งแล้วว่า ไม่ได้เกิดมารเขียนหรือทำข่าวเป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นให้ไปกับนักข่าวของอาซาฮีในงานต่างๆ

แต่เนื่องจากน้าก็เขียนบทความเป้นภาษาไทยส่งมาเมืองไทยอยู่เป็นปรกติ น้าก็เลยต้องแปลบางเรื่องที่เขียนเป้นภาษาอังกฤษส่งให้เขาด้วย ถ้าดีก็จะเอาลง ...แน้

เขียนเรื่องไม่เกี่ยวกับญี่ปุ่นเลยจะลงให้ไหมเนี่ย

รับรู้แผนการของตัวเองเสร็จสรรพ อูโอโนะก็มาบรรยายสรุปที่อ่านจากแมกาซีนให้ฟัง พร้อมกับอธิบายการใช้กล้องแคนนอน อีโอเอส

บอกกับเธอไปว่า น้าจะพยายามใช้อันนี้ไปพลางๆ และจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาซื้อกล้องไม่อัตโนมัติเลยสักอันมาให้ได้ คอยดูน้าดิ

วันนี้เป้นวันสุดท้ายที่โมมูระซังทำงาน เห้นเก็บของให้ควั่ก ร่ำลากันตามสมควร เสียดาย อุตส่าห์เตรียมเนคไท เป้นของขวัญก่อนจาก นึกว่าคุณปู่จะทำงานถึงวันที่ ๓๑ มีนา

ไม่เป็นไรเดี๋ยวหาทางได้เอง

ตกเย็นใกล้เวลากลับบ้าน รองผออออาซาฮี อินเตอร์เนชันแนล ดิวิชั่น เดินเข้ามาในห้อง ก็เลยทักทายกันตามสมควร พูดภาษาไทย ผสมอังกฤษ และญี่ปุ่นให้วุ่น

พี่เขาบอกว่าเดือนหน้าสงกรานต์เมืองไทยนี่หว่า

น้าก็เลยบอกโปรแกรมงานสงกรานต์ที่วัดจิกันจิ แถวนากาโนะ เลยโรงเรียนไปหน่อยมั้ง วันที่ ๑๖ เมษาว่าจะไปร่วมเสียหน่อย

พี่เขาก็เอาเลย นิสัยบอกอสิงทันที ..เฮ้ย ยูเขียนรายงานสงกรานต์ไทยในญี่ปุ่นด้วยเลย เอาลงในอาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์

เข้าท่าดี...อันนี้เขาหันไปพยักพะเยิดกับ อูชิยามะซัง

โหย เขียนเป้นภาษาอังกฤษเนี่ยนะ

เขียนน่ะพอเขียนได้ แต่จะให้ส่งแบบนักข่าวประเภทตกเย็นหรือค่ำก็นั่งปั่นให้ไปออกวันรุ่งขึ้นคงยากนะเพ่ นี่ยังไม่ได้ต่อรองเลยว่า ถ้าเสร็จเลยมาสักสามสี่วันจะได้ไหม

ไม่ได้อั๊วก็ไม่เขียน เขียนส่งเมืองไทยอย่างเดียวพอ ฮ่าๆ

กลับบ้านดีกว่า

อ้อ วันนี้ได้คุยไอซีคิวกับดอกเตอร์คนหนึ่งจากกลุ่มเมล์ไทย ก็คุ้นเคยกันดีทางอินเทอร์เน็ต เจอกันก็หลายครั้ง ได้อาศัยดอกเตอร์เขาด้วยหลายครั้ง อินเทอร์เน็ตมันก็ดีหลายแบบนะ

ดอกเตอร์เขาเคยมาอยู่ญี่ปุ่น ก็เลยแนะนำอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะวิธีที่จะรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว หาดิกชันนารีเคลื่อนที่เข้าสักคน สาวญี่ปุ่นชอบผู้ชายไทยตรงยิ้มสยาม อะไรก็ยิ้มมันลูกเดียว และนิสัยเอาอกเอาใจ ให้เกียรติผู้หญิง

แทคติก คือ เรื่องสอนทำกับข้าว ไปทำให้กินนี่แหละ เจ๋ง ดอกเตอร์เขาว่า

ยิ้ม กับ ให้เกียรตินี่ใช่เลย สังเกตุดู ผู้หญิงญี่ปุ่นนี่ ต้องให้ผู้ชายไปก่อนเสมอ ไม่เหมือนเราแฮะ ขึ้นซับเวย์ทีไร ผู้หญิงมาจ่อหลัง ต้องเบี่ยงวูบให้เธอๆขึ้นหน้าก่อนทุกที อย่างนี้เป็นต้น

แต่เอาอกเอาใจนี่สังสัยจะยากแฮะ

หยิบอะไรให้ตัวเองนี่ยังไม่หยิบเลยครับผม

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก