บันทึกจากญี่ปุ่น

๒ กรกฎาคม ๒๕๔๓

บีโธ่เฟ่น มิสซา โซเลมนิส

มีเสียงกระซิบผ่านสายลมร้อนผะผ่าวมาว่า เพ่ๆ อากาศร้อน รมณ์ร้อนตามอากาศเฃยนะ...เออ ไม่เคยสังเกตุตัวเองมาก่อนเหมือนกัน เสียงกระซิบนั้นไม่ได้ตักเตือนสั่งสอนอะไร แต่ก็ทำให้เราได้หยุดคิด นั่นสินะ ทำไมเราต้องร้อนตามอากาศด้วย

อย่ากระนั้นเลย ไปลดอุณภูมิกันด้วยการฟังเพลงประสานเสียงกับวงออเครสตร้ากันดีกว่า

ลากให้มันเกี่ยวกันไปงั้นแหลละ ความจริงโปรมนี้กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนเสียงกระซิบแห่งสายลมร้อนแล้ว

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ตื่นเช้ามาก็ทำโน่นทำนี่ ซักผ้าไปด้วย ไอซีคิวไปด้วย

มีนัดตอนบ่ายสองห้าสิบ ทำทุกอย่างเบ็ดเสร็จออกจากหอไปตอนบ่ายโมง เดินทางก็แค่สี่สิบนาที ไม่เกินนั้น แต่เผื่อเวลาล่วงหน้าไว้กันหลงเสียหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ

หิ้วท้องซึ่งตั้งแต่เช้ามีแค่แตงไทยสี่ห้าชิ้นกับสาหร่ายสี่ห้าแผ่น กะไปเดินหากินมื้อเช้าบวกกลางวันแถวกินซ่า ซึ่งเป็นที่นัดหมายกับสาวโสดนามคาโนะซัง

คาโนะซังจอมเบ๊อะขาเก่าเจ้าเดิม

ไปถึงกินซ่าเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงเต็มเดินร่อนไปเรื่อยๆหาที่สำหรับจะกินข้าวก็ไม่ได้สักที่ อยากได้อะไรร้อนๆกินให้เหงื่อแตก หาไม่ได้ ไม่กินมันละนะ

เดินเข้าห้างมิซูโกชิ ไปดูอะไรเล่นๆ คนเยอะจริงๆ แล้วห้างญี่ปุ่นนี่ มันไม่ได้มีที่ทางโล่งๆให้ไปยืนอ้อยอิ่งเล่น คนจะชนกันตาย ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ จนได้เวลาถึงลงมาชั้นล่าง ประตูทางเข้า นัดกันไว้ที่นั่น

ทีแรกคุยกับคาโนะซังทางดทรศัพท์ เธอชวนไว้หลายที ไปฟังคอรัสๆ ไอ้เราก็นึกภาพคอรัสแบบเขาร้องกันตามโบสถ์ฝรั่งอะไรทำนองนั้น

ที่ไหนได้ ไปที่โรงโอเปร่าใหญ่แห่งแรกของญี่ปุ่นและเพิ่งสร้างเสร็จมาได้แค่สองปี ใหญ่มาก ค่าตั๋วสองพันเยน

แล้วดูน้าแต่งตัวสิ นุ่งกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อบาติคสีดำมีลายคล้ายๆก้างปลาสีขาวปนเทา

ตอนเดินออกจากหอ เพิ่งสังเกตุด้วยว่าไอ้ตามลายก้างปลาน่ะ ทะลุเป็นรูๆเกือบหมด สงสัยจะปั่นนานเกินไป

แต่งตัวแบบเนียะ สะพายเป้เสียด้วย เข้าโรงโอเปร่าไปฟังคอนแชร์โต้ บีโธเฟ่น

แต่ก็ไม่เห็นคาโนะซังพูดอะไรเลยนิ

คงไม่เป็นไรมั้ง

จากสถานีกินซ่า นั่งไปชินกูจุ เปลี่ยนชบวนไปนั่งรถไฟสายนิว เคโอะ แค่สถานีเดียวก็ถึง

ทางเดินขึ้นไปโรงที่เราจะไปฟัง บันไดเป็นหิน ถ้าเดินเรียบติดกำแพงกิน มันจะมีเซนเซอร์แล้วส่งเสียงนกร้องออกมาด้วย ดีนะ แต่เสียดายไม่มีสีเขียวๆมั่ง มีแต่สีของหิน

ลองมองๆดู คนที่เดินไปจุดหมายเดียวกัน เออ เขาก็แต่งตัวกันธรรมดา ไม่มีคนเดาะสูทอะไรเท่าไร

แล้วก็ ไม่ค่อยมีเด็กๆด้วย แก่กันท้างน้านเลย

คนแก่ปลดเกษียณไม่มีอะไรทำก็หันมาหาทางผ่อนคลายกับของพวกนี้ ดีนะ

เข้าไปในโรงโอเปร่า ครั้งแรกในชีวิตเชียวนะ ที่เข้าโรงอะไรแบบนี้มาฟังเพลงคลาสสิค

เห็นสูจิบัตรเขาเขียนว่า คอนเสิร์ตประจำครั้งที่ ๔๓ เดอะ โตเกียว อคาเดมี คอรัส บีโธเฟ่น มิสซา โซเลนิส

คืออะไรก็ไม่รู้ ก็คงเป็นเพลงของบีโธเฟ่นนั่นแหละ แล้วมีคณะร้องเพลงประสานเสียงมาร้อง

เข้าไปตามที่นั่ง เจอกับเพื่อนๆของคาโนะซัง ตาละคนวัยน้าเรียกพี่ทั้งนั้นเลย

นักร้องประสานสามคนบนเวทีนั่น เป็นเพื่อนของคาโนะซังด้วย กลุ่มคนใกล้แก่กลุ่มนี้เขามีกิจกรรมร้องเพลงประสานเสียงกันมาแต่สมัยอยู่ต่างประเทศโน่น

จากนั้นได้เวลาเขาก็เริ่มบรรเลง

น้าไม่ชอบอยู่อย่าง คอนดักเตอร์น่ะ ยืนบัง กระตุกงึกๆ อยู่ข้างหน้าสุด ประจัญหน้ากับคอนดักเตอร์ก็เป็นนักร้องนำ พวกโซปราโน่ อะไรเนี่ย ชายสองหญิงสอง

รายรอบไปด้วยสงออเคสตร้า แถวหลังสุดก็พวกร้องประสาน

ฟังเพลงแรก กรามงี้เกร็งจนปวดเลย มันไม่เคยเห็นของสดๆแบบนี้นี่นา พยายามจะดูโน่นดูนี่ใหญ่เลย ฟังไปสักพัก ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า นี่จะมาฟังเพลงหรือจะมานั่งเกร็งกันแน่

คราวนี้ลองหลับตาแล้วฟัง ไม่ดูมันละ

วิเศษเลย ปล่อยจินตนาการไปกับเสียงที่เข้ามา อาจจะไม่ตรงกับบีโธ่เฟ่นคิด แต่ช่างเขาเถอะ เขาก็ตายไปนานมากแล้ว

ฟังแบบนี้ค่อยผ่อนคลายลงหน่อย

แต่ก็อดไม่ได้ เพราะมันอยากดูนี่นะ เราไม่คุ้นกับคอนดักเตอร์ เพราะเขาต้องขยับก่อนแล้วพวกนักร้องนักดนตรีถึงจะตามคำสั่ง ภาพมันเลยนำเสียง ดูไม่เข้าจังหวะสำหรับคนดูอะไรแบบนี้ไม่เป็น ถ้าหลับตาละก็ใช้ได้

ฟังไปฟังมา น้าว่าห้องนี้ระบบเสียงน่าจะไม่ค่อยสมบูรณ์ เสียงดนตรีมันยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก มันอึงอลไปนิด ...หนอยบังอาจวิจารณ์ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

มีอีกอย่าง เรามองไปเนี่ย ที่เห็นชัดที่สุด นอกจากก้นคอนดักเตอร์แล้วก็มีพวกนักสีไวโอลิน

ถ้าเคยดูหนังอย่าง เดอะ ฟิดเดิลเลอร์ ออน เดอะ รู้ฟ หรือ เคยดู วาเรสซา แม แล้ว

จะเห็นได้ว่าบรรดานักสีไวโอลินของวงออเคสตร้านี้ แข็งอย่างกับแท่งหินเลย มีคนเดียวที่เข้าท่าเป็นผู้หญิง รู้สึกว่าจะเป็นประเภทหัวหน้าวงอะไรแบบนั้นแหละ ท่าทางสีไวโอลินใส่อารมณ์ดี

ยังไงก็แล้วแต่ โดยรวมๆ แล้วชอบ ถ้ามีเวลามีโอกาสจะมาอีก แล้วเอาแบบไม่คอรัส

ฟังไปครึ่งแรกครึ่งเดียว คาโนะซังคนชวน นั่งหลับเป็นพักๆ อ้าว เจ๊...แกบอกว่าเมื่อคืนนอนอ่านอมาตยา เซ็นไม่ได้นอน เลยหมดแรง พักครึ่งก็จะกลับ น้าก็กลับด้วย ใจจริงอยากอยู่ต่อ แต่ใจจริงกว่าคือหิวจะตายอยู่แล้ว

เจ๊ กลับ หนูก็จะไปหาข้าวกิน ไม่งั้นเดี๋ยวตายเพราะขาดอาหาร

ตอลงสองหนุ่มสาว หล่อกับไม่สวยก็เลย ปลีกตัวออกมา เราก็อยากจะไปหาอะไรกินข้างถนนทีมันร้อนๆเผ็ดๆ เจ๊แกก็ตื๊อ ให้หากินมันแถวห้างในสถานีกินซ่านั่นแหละ

เดินวนจนรอบ เห็นอาหารเขาแล้วไม่นึกอยากเลย แล้วก็สอนสั่งว่าให้กินๆเพื่อสุขภาพมั่ง

สุดท้ายเลยอ่อนใจ บอกว่า เอาร้านอาหารจีนละกัน เผื่อมีบะหมี่ร้อนๆ ได้ร้านหนึ่ง ดันไม่มีพริกป่น เฮ้อ

แต่ก็กินได้ ซดเบียร์คนละแก้ว เธออยากน่ะ แต่เราไม่อยาก

กินไปคุยไป ชั่วโมงกว่าแน่ะ หลายเรื่องหลายราว หนักไปทางทำให้โลกนี้ดีขึ้นด้วยนั่นนี่โน่น

ไม่เบื่อหรอก เพราะเราก็ได้แสดงความคิดเห็นอะไรของเราเองให้เธอ ซึ่งทำงานธนาคารเพื่อความร่วมมือต่างประเทศของญี่ปุ่นได้รับรู้ ธนาคารนี่มีส่วนในการสนับสนุนทุนกับการพัฒนาเมืองไทยด้วย

วิธีคิดบางทีมันไม่เหมือนกัน

เช่น เธอบอกว่าสังคมไทยกำลังจะเจอปัญหาแบบญี่ปุ่น เรื่อง สังคมคนแก่ น่าจะมีระบบประกันสุขภาพระดับประเทศอะไรแบบนี้ เราก็บอกว่ามันก็มีอยู่นะ พอใช้ได้

แต่คิดกลับกัน อะไรเป็นวิธีคิดให้เด็กสมัยใหม่ไม่ดูแลพ่อแม่แก่เฒ่า อย่างนี้เป็นต้น

ทำไมแต่ละชุมชนไม่ดูแลกันเองในเรื่องแบบนี้ ทำไมต้องรัฐบาลๆๆ

เถียงกันเรื่องระบบการเลือกตั้งใหม่ของเรา และ อื่นๆอีกมากมาย

พร้อมทั้งโครงการสถานีแวะพักริมทางในชนบท ที่กำลังจะเริ่มศึกษาความเป้นไปได้ ตรงเส้นทาง ก่อนถึงแพร่ที่จะแยกไปเชียงใหม่ และ ลาว ...เธอบอกมา ยังนึกไม่ออก

น้าบอกว่า เริ่มจากรัฐบาลหรือนักการเมืองมันไม่ได้หรอก

ที่ยังไม่ได้บอกและจะบอกกันวันหลังก็คือ กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้นั่นน่ะ เอาชุมชนแถวนั้นเข้ามาร่วมแต่แรกเลยน่าจะดี

ไม่ใช่ศึกษาแล้วไปบอกว่าเขาว่าเป็นไปได้ ดี น่าจะทำ

ชั่วโมงกว่าในการคุย

ได้อะไรเยอะกว่าจะเขียนหมด ขากลับฝนตก ไล่แกขึ้นรถไฟไป เราหาทางกลับเองได้ดีกว่าเยอะเลย

เอ๊ะ..บีโธเฟ่นนี่เขาก็ไม่เลวนะ ช่วยเยอะเลย

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก