บันทึกจากญี่ปุ่น

๒ มีนาคม ๒๕๔๓

ชีวิตมีเน็ตเหมือนเดิมแล้ว

เมื่อคืนนอนหลับไปได้สักสี่ชั่วโมง ด้วยพลังสาเก ก็ตื่นขึ้นมา ตอนนี้ตีสี่ยี่สิบแล้ว เมื่อวานตอนเช้า คุณอูเอโนะ เลขาฯที่ออฟฟิศคนเดิมมารับพาเดินไปดูสถานีรถไฟก่อนจะขึ้นแท็กซี่ไปทำบัตรประจำตัวที่สำนักงานเมืองอิชิกาวะ ,จังหวัดชิบะ เพราะหอพักน้าอยู่ที่ชิบะ บริการเขายอดเยี่ยมมาก

หนุ่มโคตรหล่อคนที่เป็นเจ้าหน้าที่เทศบาลที่ทำบัตรประจำตัวให้น้า ดันมีเพื่อนคนไทยจากธรรมศาสตร์ที่เคยมา

เรียนคณะภาษาญี่ปุ่นที่นี่ด้วย พี่แกพยายามพูดภาษาไทยกับเรา แต่ฟังไม่รู้เรื่องเลย

เสร็จจากที่นี่ก็ขึ้นรถไฟไปโตเกียว เข้าสำนักงานอาซาฮี ชิมบุน แอเรีย เน็ตเวิร์ก ตอนบ่าย เป็นออฟฟิศแยกต่างหากจาก

กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการอยู่คนละชั้น ชั้นเดียวกับน้ามีแผนกข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย ยังไม่ได้เข้าไปดูเลย แผนกนี้ซัพพอร์ตข่างต่างประเทศทั้งเครือ รวมทั้งเป็นหัวเรือของนสพ.อาซาฮี ฉบับภาษาอังกฤด้วย

หลังจากเรียนภาษาญี่ปุ่นเดือนหนึ่งเราก็คงมาสังกัดแผนกนี้ เพราะสื่อสารกันรู้เรื่องกับคนทั้งหมด

อธิบายเสียหน่อยดีกว่า อาซาฮี เอเชีย เน้ตเวิร์ก เป้นส่วนหนึ่งของอาซาฮี ชิมบุน เขาทำเรื่องราวเกี่ยวกับเอเชีย เป็นพวกงานวิจัย เพื่อจะเปิดญี่ปุ่นสู่เอเชีย ทำนองนั้นน่ะนะ แล้วก็คิดโครงการเอานักข่าวจากเอเชียมาดูงานที่อาซาฮี ชิมบุน มีอาจารย์ป่องของเราช่วยคิดด้วยเมื่อสามปีก่อน

ในที่สุดน้าก็ได้มานี่แหละ ควรจะเป้นสองคนแรกในโครงการเมื่ปีที่แล้ว แต่มีความผิดพลาดบางอย่าง ปีกอ่นเลยมีแต่นักข่าวจากจีน

เบื้องหลังโครงการพอหอมปากหอมคอนะ

กลางวันเขาพาไปกินข้าวในห้องอาหารของบริษัท ซัดบะหมี่น้ำหมูเข้าไปชามใหญ่พอควร ราคาราวๆ ร้อยหกสิบบาท โชคดีมากที่เดี๋ยวนี้เขามีบริการพริกป่นด้วย กินแล้วคิดว่าเหมือนอยู่เมืองไทยเลย ใส่พริกเข้าไปเพียบ พี่ยุ่นเห็นน้าใส่พริก หัวเราะก๊าก และคงจะกินไอ้บะหมี่นี้ไปอีกนานเลย เพราะรู้จักชื่อมันอย่างเดียว เขาเรียกมันว่า ราเมน เป็นบะหมี่สไตล์จีน ไม่ใช่ญี่ปุ่น อาหารอย่างอื่นๆไม่รู้เลย มันมีตัวอย่างอยู่ในตู้พร้อมราคา แต่ชื่อเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดีไม่เป็นไร เรากินด้วยความพึงพอใจ อย่างอื่นๆ อาหารญี่ปุ่นทั้งหลาย ได้กินที่หอพักบ่อยๆโดยไม่มีสิทธิ์เกี่ยงงอนอยู่แล้ว

กินข้าวเสร็จสักพักก็ไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อเขาจะโอนเงินเดือนของเดือนนี้เข้าให้เลยเป็นพิเศษ ตามปรกติมันจะเข้าวันที่ ยี่สิบสอง ตัวเลขเงินเดือนแปลงเป็นเงินไทยแล้วน่าอิจฉานะจะบอกให้ แต่เท่าที่ดูแล้ว อาจจะไม่พออะนะ พี่ก้อยเดือดร้อนแน่ (ฮา)

เปิดบัญชี เขามีแท่งไม้เล็กๆในส่องซองหนังให้ด้วย เรียกว่าซีล เหมือนตรายางนั่นแหละ หัวมันแกะเป็นชื่อเราอย่างย่อๆ เป็นเหมือนลายเซ็นประจำตัวเอาไว้ใช้เวลาเบิกเงินจากเคาน์เตอร์กรณีบัตรเอทีเอ็มหายหรือไม่ได้พกติดตัว

กะอีแท่งไม้นี้ก็จะเข้าใจก็ใช้เวลาคุยกันนาน เพราะอูชิยามะที่เป็นคนดูแลเรา คนเดียวกับที่มาดูตัวกันที่เมืองไทยนั่นแหละ พี่แกคิดเป็นภาษาฝรั่งเศสก่อนจะพูดเป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยฟังยาก น้าก็ฟังภาษาอังกฤษคล่องเสียที่ไหน ไปกันใหญ่

เสร็จจากเปิดบัญชีก็ขึ้นตึกไปที่ออฟฟิศเหมือนเดิม เพราะเขาต้องทำงานกัน เราก็ได้แต่รอ นั่งดูโน่นดูนี่ ดูเขาทำงาน ส่งอีเมล์ฉบับแรกจากเครื่องคอมพ์ที่นี่ ที่เขียนมาเป็นภาษาอังกฤษฉบับแรกนั่นแหละ ส่งเสร็จแล้วก็ซุกซนสอดส่ายสายตา

หาสายไฟเพื่อจะเสียบคอมพิวเตอร์ให้ได้ เพราะถ้าไม่ซนก็ต้องรอเขาพาไปซื้อ เสียเวลาทำมาหากิน จะอาศัยเขาก็ไม่รู้เรื่อง เพราะพวกนี้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป คือ ขาดทักษะในการพลิกแพลงใช้เครื่องไฟฟ้าอิเลกทรอนิกส์ รวมทั้งไม่ค่อยรู้เรื่องอินเทอร์เน็ตด้วย

เจอสายเข้าจนได้ในเวลาอันสั้น เลยได้เสียบคอมพิวเตอร์แล้วจัดการเซฟต้นฉบับที่เขียนไว้วันก่อนลงแผ่นดิสค์ เอามาส่งอีเมล์ตามมาอย่างที่ได้เห็นกันนั่นแหละ

นั่งในออฟฟิศอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลางๆ ได้เรื่องเลย เพราะอาซาฮี ฉบับเมื่อวานมีเรื่องที่น่าจะเขียนได้อีก เลยรีบอ่านกะเขียนให้มติชนรายวัน อะฮ้า มันต้องหาเงินตัวเป็นเกลียวไปด้วยน่ะสิหนูๆทั้งหลาย อย่าได้แปลกใจ

ได้คุยกับอีกสองคนที่ต้องร่วมห้องทำงานกันไป เขาเป็นคนที่รับผิดชอบโครงการวิจัย เป้นนักข่าวมาก่อน และก็ยังเขียนเรื่องลงในนสพ.ของเขาด้วย รู้จักเมืองไทยดีทั้งสองคน คนหนึ่งเคยมาดูตอนเหตุการณ์สิบสี่ตุลา สองห้าหนึ่งหกเสียด้วย หมอนี่วันมะรืน คือ ห้ามีนาคมก็จะต้องมาเมืองไทย ด้วย

กว่าจะเลิกงานจากออฟฟิศก็เข้าไปตั้งหกโมงเย็น ออกเดินกับอูชิยามะซังเพื่อจะหาซื้อของสองอย่าง คือ สายไฟ กับ เตารีด ความจริงเราไม่ได้ต้องการสายไฟหรอก จะเอาแค่ปลั๊กเสียบมาสวมจากกลมให้เป็นแบนเท่านั้น แต่อธิบายเท่าไรพี่แกก็ไม่เข้าใจ หนักกว่านั้นคือจะล่อหม้อแปลงให้เลย ...เวรกรรม

เดินจากออฟฟิศไปร้านขายแถวๆนี้ ไม่มีก็เลยต้องขึ้นรถไฟไป เมืองอิเลคทริค จำชื่อญี่ปุ่นมันไม่ค่อยได้ น่าจะ อาคิฮาบาร่า หรืออะไรคล้ายๆแบบนี้ ปีก่อนก็มาเดินตะลุยหนหนึ่งแล้ว

คนขายเป็นแขก เราจกปลั๊กเฉพาะส่วนตรงที่เสียบให้อาบังดู สบายเลย พี่แกพาเดินไปดูในตู้ แต่ยังถามเรื่องโวลต์อยู่ ว่าใช้ได้แน่นะ โธ่ระดับนี้แล้ว ของเราน่ะ อแดปเตอร์โลกาภิวัตน์ ใช้ได้ทั่วโลก....ถ้ามันเสียบได้ นะ

ตกลงได้หัวเสียบเพื่อทำให้ไอ้กลมๆของเรากลายเป็นแบน จ่ายเงินไปประมาณ ร้อยสี่สิบบาท ค่อยยังชั่วหน่อย จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อเตารีด เพราะจำเป็นต้องใช้ จะเอามาจากเมืองไทยก็ใช้ไม่ได้

เห็นราคาแล้วสลบ กัดฟันจนกระเทือนถึงราก เตารีดถูกสุดราคาเกือบสองพันบาท ไม่ซื้อก็ไม่ได้ คนขายมันแนะนำให้ซื้อแบบเอามาใช้ได้ ในบ้านเราด้วย แต่ราคาจะแพงขึ้นอีก น้าไม่ขอดูเลย เอามันอันนี้แหละ กะเป็นโซวีเนียร์ไปฝากน้องฟ้า ขากลับ

เสร็จจากนี้ก็เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินเพื่อกลับที่พัก อูชิยามะไปส่ง เสือกพาขึ้นรถผิดคันอีก เป็นรถด่วนซึ่งมันจะไม่จอดสถานีตรงที่พัก ตอนนั้นประมาณทุ่มหนึ่ง คนมันแน่นยังกับปลากระป๋อง ชนิดไม่ต้องเอาเท้าแตะพื้นก็ไม่มีทางล้ม

ต้องลงสถานีก่อนจะถึงสถานีใกล้บ้านเพื่อเปลี่ยนขบวนไปรถใต้ดินธรรมดา นั่งต่อมาอีกสถานีเดียวมั้ง..ก็ถึง

เคยไปทำอะไรไว้ กรรมจะตามสนองที่นี่แน่นอน เพราะจำเรื่องเเส้นทางไม่ได้เลย ได้หลงแน่ ชัวร์ปึ้ก เพราะมันมาส่งวันนี้แบบพิเรนทร์ๆ แล้วพรุ่งนี้ต้องกลับเอง ดูมันสิ

แถมพรุ่งนี้ยังต้องไปกับฝรั่งข้างห้องที่มาฝึกงานเหมือนกัน แต่เขามาก่อนแล้วก็ไม่ได้ทำงานด้วยกัน

กลับมาถึงบ้าน จิ๊บสาเกแบบโมเดิร์น...สาเกเย็นไง ยี่ห้อที่เคยไปดูโรงงานที่ฟูกูโอกะเมื่อคราวโน้นสองสามปีก่อน ที่มันทำจากข้าวเหนียวจากเมืองไทย ความจริงก็คือเหล้าขาวธรรมดานี่เอง พูดเอาเท่เสียหน่อย แก้เหงา

จากนั้นก็เริ่มบรรเลงเพื่อสมัครอินเทอร์เน็ต ไม่ยากนัก อาศัยประสบการณ์ เราเลือกแบบชั่วโมงมากสุดคือเดือนละ ร้อยห้าสิบชั่วโมง ราคาราวๆ พันบาท ไม่แพงเท่าไรนักเมื่อเทียบกับที่เมืองไทย เอ ถูกกว่าสิ

ที่แพงคือค่าโทรศัพท์นาทีละบาทเศษ มาโกโตะบอกผ่านเลขาฯว่าจะจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตให้ แม่ง...ไม่ต้องจ่ายให้ก็ได้แค่พันเดียวเอง เพราะสมัครเนี่ยต้องอาศัยบัตรเครดิตตัวเองอยู่แล้ว แน่จริงจ่ายค่าโทรศัพท์ให้ดีกว่า ถ้าใช้กันที่บ้านทั้งหมดร้อยห้าสิบชั่วโมง ก็หกพันเหนาะๆ

แต่น้ากะไปใช้เวลาอยู่ออฟฟิศด้วย ฮ่าๆ เล่นกะใครไม่เล่น

พอสมัครเสร็จ ต้องรออีก สามถึงห้าวัน ถึงจะได้ไอดีกับพาสเวิร์ดของจริง แต่มันให้ไอดีชั่วคราว ใช้ได้ สองชั่วโมงมาให้ก่อน ความจริงควรจะเฉลี่ยใช้วันละสักสี่สิบนาที แต่พอต่อได้ปุ๊บก็โซ้ยเลย แฟนานุแฟนเพียบ

ฟ้าส่งข้อความทิ้งไว้ว่าทำไมไม่ติดต่อมาสักที ได้คุยกับเพื่อนๆทางไอซีคิว ไอ้หมวยเพื่อนซี้รายงานว่าน้ำกับฟ้าออฟไลน์ไปแล้ว แต่สักเดี๋ยวหนึ่งฟ้าก็ออนไลน์อีกที คุยกันสองสามประโยค ที่บ้านมีปัญหายุ่งหน่อยเรื่องไอซีคิวกับเน็ต ให้ หมวยช่วยโทรศัพท์ไปแก้ปัญหา แต่ก็แก้ไม่ได้ คิดถึงลูกชายขึ้นมาตะหงิด มันไม่น่าไปนาเกลือเล้ย

สักพักที่บ้านคงหมดความอดทน เลยต้องอาศัยคุณหมวยโทรศัพท์ไปที่บ้าน สั่งเรื่องส่งยามาด่วน แล้วก็ฝากรื่องโน้นเรื่องนี้ไปอีกสองสามเรื่อง เป้นอันเสร็จพิธี

นอกนั้นก็เร่งคุยกับคนโน้นคนนี้มือเป็นระวิงเพราะนาทีละบาทนี่ไม่เข้าใครออกใคร แล้วยังต้องสงวนไว้เผื่อไอดีมาช้าด้วย

มีเรื่องหนึ่ง ลืมเล่าให้ฟัง วันนี้อูชิยามะกับเลขาฯบอกว่าจะพิมพ์นามบัตรให้ แต่รออีเมล์ใหม่ก่อน น้าบอกว่าไม่ต้องรอ เอาอีเมล์ของน้านี่แหละใส่เข้าไปเลย เขาก็ไม่เข้าใจอีก บอกว่าเดี๋ยวจ่ายค่าโทรศัพท์ต่างประเทศอาน เราก็บอกไม่ต้องจ่าย มีวิธีน่า เขาก็ทำหน้างงๆ

อะโด่ ระดับน้าแล้ว ของแบบนี้สบายมาก เราเตรียมเอาไว้หลายวิธี เพราะเผื่อบางคนอาจจะติดต่อกันติดพันหลังกลับเมืองไทย

อุตส่าห์เขียนแผนผังให้ดู ก็ดูเหมือนไม่เข้าใจ ก็เลยช่างมันวะ เลขาฯซึ่งยังเป้นคนรุ่นใหม่อยู่ ไม่รู้จักไอซีคิวซะด้วยซ้ำ ตอนบ่ายวันนี้ถามดูแล้ว กะจะลงมันที่เครื่องสำนักงานเลยด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ใช้ภาษาอังกฤษคุยไปก่อนได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ดูแล้วเครื่องใช้งานบ่อยมาก จะมานั่งไอซีคิวก็กระไรอยู่

หลังจากกลับมาถึงหอ ทุกอย่างก็เรียบร้อย ขนาดยังไม่ได้อีเมล์ แอดเดรสจากอาซาฮี เน็ต มาใช้เพราะต้องรอไอดีแท้ๆก่อน น้ายังรับเมล์มาได้สบายบรื๋อจากล็อกซ์อินโฟ รับตรงจากเซิร์ฟเวร์ในเมืองไทยเสียด้วย แต่ส่งเมล์ออกยังไม่แน่ใจ ลองมั่วเอาไอ้ที่อยู่หลัง @ จากอีเมล์แอดเดรสของอูชิยามะมาใส่เป็นเซิร์ฟเวอร์สำหรับส่งออก ส่งไปที่ประชาบิซแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ทำได้สำเร็จเมล์ออกไปได้จริงๆ แต่ ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาหรือเปล่า ถ้ามีก็ไม่มีทางรู้ เพราะมันแจ้งเออเรอร์กลับมาที่เรายังไม่ได้จนกว่าจะมีอีเมล์ใหม่มา แต่ก็กันเหนียวไว้อีกทาง ให้น้องเอ็มทางเมืองไทยช่วยส่งให้พร้อมกันไปด้วย

พรุ่งนี้เวลาเมืองไทยราวๆ หกโมงเย็นกว่าๆ อาจจะเลยไปถึงทุ่มหนึ่ง จะลองส่งอีเมล์มา แล้วรอผลกันทางไอซีคิวนะ จะได้รู้ว่าเวิร์กหรือเปล่า เพราะเดี๋ยววันจันทร์ต้องส่งไอทีทะลุโลกอีก ถ้าไม่ได้จะได้ส่งที่สำนักงานไปก่อน

ตอนนี้อีกสิบห้านาทีจะหกโมงเช้าแล้ว คงต้องพักผ่อนอีกหน่อย เดี๋ยวเก้าโมงเช้าต้องออกไปลุยต่อ

แล้วจะเขียนมาเล่าอีกเรื่อยๆ มีแรงอ่านกันหรือเปล่าเท่านั้นแหละ

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก