บันทึกจากญี่ปุ่น

๓๐ มีนาคม ๒๕๔๓

"โกรธญี่ปุ่น"

ต่อให้คนไทยเอ็งซวยหรือร้ายกาจขนาดไหน เหตุการณ์เลวระยำอย่างที่เจอมาวันนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เมื่อตอนเย็น มืดแล้วละขึ้นรถไฟกลับบ้านตามปรกติ ตอนเปลี่ยนขบวนที่คายาบัคโชเพื่อจะขึ้นโตไซไลน์ ไปยืนรอตรงที่ซึ่งเขาทำเครื่องหมายไว้ให้ยืน ใครใคร่จะขึ้นโบกี้หัวขบวน ท้ายขบวน กลางขบวน หรือโบกี้ไหนก็เลือกยืนเอา

คนเยอะก็ต่อคิว แต่ไอ้พวกนิวเจนเนอเรชั่นพวกอายุยี่สิบกว่าไปถึงสามสิบกว่าๆ เพศชายเนี่ยมันต่อท้ายแต่ชอบแซงคิว เกลียดมันจริงๆ

วันนี้คนก็ว่างๆดี น้าไปยืนตรงที่ประจำของน้าเป็นคนแรก สังเกตเห็นผู้หญิงสาวคนหนึ่งเธอยืนพิงกำแพงอยู่ เธอขาเสียน่ะครับ ใช้ไม้ค้ำสองอัน เข้าใจว่าที่ไปยืนตรงนั้นเพื่อป้องกันคนเดินชน ในสถานีรถไฟหรือซับเวย์นี่ คนมันชนกันแหลก ยิ่งเป้นสถานีที่คนขึ้นลงเยอะๆ

คนหลายร้อยแห่กันลงจากขบวนรถไฟแล้วจ้ำเอาๆ นึกภาพดูคงออก

พอรถไฟเทียบชานชลา น้าก็โดโสะให้ผู้หญิงขาไม่ดีคนนี้ที่อยู่หลังให้เดินขึ้นไปก่อน คนในโบกี้ที่ขึ้นก็เยอะพอสมควร

โหนกันโตงเตง แต่ไม่เบียดเสียด

สาวขาพิการคนนี้ก็ไปยืนใกล้ๆกับที่นั่งหัวโบกี้ ซึ่งเขาจัดไว้ให้สำหรับ คนแก่ คนพิการ อะไรทำนองนี้ ฟากละสามที่นั่ง ฟากหนึ่งมีผู้หญิงสูงอายุนั่งเต็ม อีกฟากหนึ่งก็มีผู้ชายสามคน แก่ไม่มากคนหนึ่ง แล้วก็หนุ่มนิวเจนเนอเรชั่นอีกสองคน

เชื่อมั้ย ไม่มีใครลุกให้สาวขาพิการนั่งเลยสักคน

น้าพยายามจ้องมองสำรวจ เห็นไอ้หนุ่มหน้าตาดีแต่งตัวก็ดี มันเหลือบขึ้นมามองแล้วก็ก้มลงอ่านหนังสือของมันต่อ

พอรถออกมันกระชาก สาวน้อยคนนี้เกือบล้ม คนข้างๆรีบช่วยจับ ส่งเสียงกันเจี๊ยวจ๊าว แล้วเธอก็ต้องยืนต่อไป

น้าโกรธแม่งจริง ไอ้ยุ่นปี่ ไอ้นิวเจนเนอเรชั่น ไปตายเสียให้หมดไป ทำไมมันแล้งน้ำใจได้ขนาดนี้ไม่รู้

คนญี่ปุ่นที่เคยรู้มา ไม่ใช่อย่างนี้เลย

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมเส็งเคร็งของมันกันเนี่ย

โกรธจริง ๆ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เข้าไปด่ามันก็คงฟังเราไม่ออก นี่ยังไม่หายโกรธเลยเนี่ย

ผ่านไปตั้งสามสถานี คนแก่คนหนึ่งลง เธอก็เลยได้นั่ง

กลับมาถึงหอ งั้นเมาธ์ออร์แกนอกมาเป่าระบายอารมณ์เสียหน่อย ค่อยคลายอารมณ์ได้บ้าง

อะฮ้า...ซื้อมาแล้วสิครับ วันนี้พอเลิกเรียนก็ไปแรดที่ชินจูกุ เขาว่าร้านอาหารไทยเยอะ และไม่แพง ไปเดินๆเจอร้านขายกล้องถ่ายรูป เล็งนิคอนเอฟเอ็ม สิบ ไว้ตัวราคาหมื่นสาม แต่ยังไม่ซื้อ ที่จะซื้อไอ้ตัวเก่งที่บ้านบางบัวทองเลนส์ขึ้นราอีกแล้วและไม่ได้เอามาด้วย

ไอ้ตัวที่เล็งที่เพราะมันไม่มีอะไรออโตเมติกเลย น้ากับกล้องออโตเมติกทั้งหลายคงจะเป็นศัตรูกันไปอีกนาน ไปต่างประเทศทีไรเสียงานทุกที

ออกจากร้านกล้องก็เดินไปเจอร้านขายเครื่องดนตรีสมใจอยาก เข้าไปถึงก็ส่งภาษาใบ้เลย กำมือแบบจับเมาธ์ออร์แกนน่ะนะ แล้วเลื่อนไปเลื่อนมา

สาวคนขาย ร้อง ไฮ้...ฮาโมนิการ์ เดสก๊ะ ...ชั้นสองๆ

ขึ้นไปเจอเขาใส่ตู้เอาไว้ เลือกมาได้สองอัน ใหญ่อันเล็กอัน คนละคีย์กัน หมดไปตั้งหมื่นสองพันกว่าแน่ะ

เยนนะ ไม่ใช่บาท

จากนั้นก็เดินต่อ เข้าตามตรอกซอกซอยเพื่อหาร้านอาหารไทย ไปเจอเข้าร้านหนึ่งจนได้ ชื่อร้านเอราวัณ อยู่ชั้นสอง มองตามบันไดขึ้นไป มีไม้แกะสลักเป้นรูปอะไรไม่รู้ตั้งอยู่หัวบันไดโน่นแน่ะ

หรูไปหน่อย

ดูรายการอาหาร อ่านไม่ออกแฮะ ไม่รู้ว่าแพงหรือถูก แต่ตอนนั้นบ่ายสองแล้ว เป็นช่วงที่เขาเปิดบุฟเฟ่ราคา ๑,๐๐๐ เยน หรือ สามร้อยกว่าบาท ราวๆบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมงครึ่ง

เพราะหรูไปหน่อยนี่เอง เลยไม่กิน ทำเป็นหยิ่ง

เดินวนหาไปอีกสักพัก ตายละวาเกือบบ่ายสามแล้ว มจะเปลี่ยนใจมากินก็ช้าเกินไป ก็เลยเดินมาขึ้นรถไฟกลับสำนักงาน ขึ้นรถไฟแล้วก็คิด ทำไมถึงไม่กินเล่า เวรเอ๋ย

ตกลงวันนี้เลยไม่ได้กินข้าวกลางวันไปเลย

ที่สำนักงานวันนี้เกือบจะไม่มีอะไร ..แต่ก็มี พี่อ้วนโอโนะซังเข้ามาสักแป๊บ ถามประโยคให้พี่เขาแปลเป้นภาษาญี่ปุ่น

(ทำการบ้านน่ะ) สักพักโอโนะซังก็ชงชาญี่ปุ่นมาเสิร์ฟ แล้วชวนไปสูบบุหรี่

ไปนั่งคุยกันเกือบชั่วโมง ได้งานมาอีก พี่เขากำลังทำวิจัยเรื่องแรงงานอพยพในเอเชีย อยากได้ข้อมูลของเมืองไทย ทั้งต่างชาติที่เข้ามาทำงานเมืองไทย และคนไทยที่ไปทำงานต่างชาติ

สัญญาว่าจะหาให้เขาแล้ว ไม่รู้จะลืมหรือเปล่า

แต่ได้เรื่องกว่านั้นก็คือพอพูดถึงแรงงานไทยในญี่ปุ่น เลยมีนัดกันว่าไปลงภาคสนามกันดีกว่า น้าแปลภาษาไทยให้พี่เขาฟังได้ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นเลย

เรากะกันว่า เอาทั้งแรงงานธรรมดา กับแรงงานทางเพศด้วย

แถวชินจูกุนี่แหละเยอะ ส่วนรอปปองจิ ส่วนใหญ่จะเป็นฟิลิปปินส์

ความจริงถกกับพี่อ้วนอีกเยอะ แต่เล่าแล้วจะยาว และหนักเกินไป ไม่เล่าดีกว่า

กลับเข้ามาในห้อง นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ อีกสิบนาทีหกโมงเย็นมาอีกแล้ว อูชิยามะซัง เดินเข้ามาคุยเพื่อจะอธิบายระบบงานหนังสือพิมพ์ของอาซาฮี เพราะหลังจากอาทิตย์หน้าจบหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นก็ต้องเริ่มดูงานจริงจังแล้ว

อูชิยามะซัง เกริ่นถึงความใหญ่ของอาซาฮี ชิมบุน ซึ่งยอดพิมพ์ตั้งวันละแปดล้านฉบับ ระบบงานเลยซับซ้อนมาก และไม่เหมือนหนังสือพิมพ์ที่ไหนในโลก

วันหนึ่งมันออกสองกรอบ คือ เช้า กับ บ่าย ซึ่งทั้งเล่มไม่เหมือนกันเลย เฮียแกว่างั้น อาร์ติเกิ้ลก็เปลี่ยน เราไม่อยากให้คนอ่านซื้อแล้วได้อ่านอาร์ติเกิ้ลเดิม

เอาละสิวุ้ย แปลกจริงๆด้วย

เสร็จแล้วกรอบเช้าและกรอบบ่ายนี่มันยังมีการเปลี่ยนทุกชั่วโมงด้วย ซื้อเช้ามืดกับซื้อสามโมงเช้า ข่าวไม่เหมือนกันแล้ว

ก็เลยต้องมีแผนกเอดิเตอร์ที่ใหญ่กว่าหัวหน้าเซ็คชั่นมาดูแลตัดสินใจกันทุกชั่วโมงว่าจะเอาอาร์ติเกิ้ลไหนนำ ไหนรอง

อันไหนเอาทิ้งไปเลย

ฟังไปฟังมาชักงง ตกลงว่าอาร์ติเกิ้ลของเฮียคืออะไรแน่

คือข่าวหรือบทความ

น้าฟังตอนแรกนึกว่ากรอบเช้ากับกรอบบ่าย บทความหรือคอลัมน์จะไม่เหมือนกันเลย ก็เลยว่าแปลกดี

ฟังไปฟังมา ไม่ใช่นี่หว่า เฮียเขาหมายถึงข่าว แต่ใช้คำว่าอาร์ติเกิ้ล

ดังนั้นมันจึงไม่ได้ซับซ้อนอะไรเท่าไร บ้านเราช่วงที่มีเหตุกาารณ์ใหญ่ๆ ก็เปลี่ยนกรอบกันอุตลุตเหมือนกันแหละ

สรุปได้ว่า อูชิยามะซังนั้น นอกจากพูดฟังยาก เข้าใจยาก แล้วยังวกวนอีกต่างหาก

แต่เข้าใจเหตุผลได้ การที่เคยผ่านแผนกตัดสินใจข่าวซึ่งต้องเปลี่ยนกรอบทุกชั่วโมงทั้งวันและทุกวันนั้น ทำให้วิธีคิดวิธีอธิบายมั่วได้ สมองไม่ได้หยุดพักเลยนี่

เฮียเขาบอกว่า เขาเจอกับพวกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะในอเมริกา ยุโรป หรือ ในเอเชียด้วยกัน

พวกนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนน้าเลย

ฮ่าๆๆ

น้าอยากจะดีดจมูกเฮียแกให้แดงฉาน แล้วบอกว่า "เอ็งน่ะแหละ อธิบายไม่รู้เรื่อง"

มัวแต่คิดว่าญี่ปุ่นไม่เหมือนใครในโลก

อะโด่เอ๊ย

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก