บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๓๑  สิงหาคม ๒๕๔๓ 
กลับคืนสู่อ้อมอกดิน

สมัยยังวัยรุ่นชอบเพลงนี้มาก เป็นของดิ อิม พอสสิเบิ้ล มันซึ้งใจดี
 ...กลับคืนสู่อ้อมอกดิน ได้มาถึงถิ่นเรือนเหย้า
เหมือนแม่ยื่นมือ กอดเรา กระซิบเบาๆ ถามถึงทุกข์สุข ลูกอยู่ทุกครา..
ลูกเหงาเปลี่ยวจริง แม่จ๋า น้ำตาไหลพรู...
	วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องจัดการสะสางข้าวของให้เรียบร้อยโรงเรียนน้าตู่ มีข้าวของส่วนหนึ่งเก็บทิ้ง
หนังสือบางส่วนก็โละไป ตอนกลางวันออกไปหาข้าวหาปลากินแล้วไปซื้อของแบบที่เรียกว่าลาสต์มินิท ช็อปปิ้ง
ซื้อเป้มาเพิ่มอีกหนึ่งใบ กับของเล่นบางส่วนฝากลูกเด็กเล็กแดง
	เก็บข้าวของเสร็จ สามกระเป๋ากับหนึ่งเป้ ไม่เบาเลยทีเดียว
	สี่โมงเย็น ทากากิซัง เอารถตู้มารับ ขนขับรถเป็นคนเดียวกับเมื่อตอนมารับน้าจากสนามบิน เขาจำได้
แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน คุยกับทากากิซังไปพลางๆระหว่างทางไปสนามบินนาตะ ใช้เวลาราวๆชั่วโมงหนึ่ง
	ไปถึงสนามบิน ปรากฏว่าอูเอโนะซังบอกเที่ยวบินมาผิด  ทากากิซังต้องเข้าไปจัดการอยู่
สักพักเช็คชื่อที่จองเที่ยวบินเอาไว้ ปรากฏว่ามีชื่อแต่คนละเที่ยวที่อูเอโนะซังบอกมา แต่ไม่มีปัญหา  ไปรับตั๋ว 
ชั่งกระเป๋า อีตอนนี้แหละน้ำหนักสองใบเกินไปตั้งเท่าตัว 
	ทากากิซังจัดการให้เรียบร้อย
	จัดการให้น้าต้องจ่ายค่าน้ำหนักเกินกิโลกรัมละสองพันกว่าเยนน่ะสิ
	จำได้ว่าฮุ้ยเคยเตือนไว้ว่า จงอย่าพูดภาษาญี่ปุ่นแม้สักคำตอนชั่งน้ำหนัก แต่ของน้าพลาดไปแล้ว เพราะ
ทากากิซังเป็นคนจัดการ ทั้งหมดสี่หมื่นกว่าเยน ไม่จืดจริงๆ
	ทำไงได้ก็ต้องรูดบัตรเอเม็กซ์จ่ายเขาไป เขาแถมให้อีกหนึ่งใบ
	เงินจำนวนเท่านี้ตอนนี้ตีตั๋วไปกลับโตเกียว-กรุงเทพฯได้เลย ...เฮ้อ
	เสร็จเรื่องตั๋ว เรื่องกระเป๋า ก็ขึ้นไปจิบเบียร์ส่งท้ายกันสักยี่สิบนาที ก็โบกมือลาไม่อาวรณ์  พอกันทีญี่ปุ่น
ยุ่นปี่ เธอกับฉันเข้ากันไม่ค่อยจะได้ 
	จะกลับบ้านละวุ้ย คิดถึงเหลือเกิน
	ขึ้นเครื่องบิน นั่งติดกับคนแก่สองสามีภรรยาแขกที่บินมาจากแอลเอโน่น ได้คุยกันนิดหน่อย
เพราะนั่งแถวเดียวกัน หลังจากนั้นก็หลับๆตื่นๆ ตลอดทาง
	มาถึงดอนเมืองราวๆเที่ยงคืน ผ่านด่านออกมา น้าศักดิ์ กับ นิตยา มาโบกมือรอรับอยู่  เหน็ด
เหนื่อยอ่อนเพลียเหลือเกิน ลงไปชั้นล่างเอากระเป๋ษขึ้นเจ้าแคริบเบียนคันเก่งของน้าศักดิ์อย่างทุลักทุเล 
เพราะประตูท้ายมันเปิดไม่ออก ต้องยกขึ้นทางประตูหน้า
	จากนั้นก็นั่งเริ่มเดินทางกลับบ้าน...คุยกันไปแต่ไม่ค่อยออกรส คงเพราะมันเหนื่อยมาก แต่ก็ยังไม่วาย
ก่อนถึงบ้าน แวะเข้าปั๊มเจ็ต คว้าเบียร์สิงห์มาอีกสามขวด พร้อมไวตามินท์สำหรับนิตยาอีกสองขวด
	น้าศักดิ์โทรศัพท์ไปตามแม่ส้มมาร่วมวง บ้านแม่ส้มเขาใกล้บ้านน้า 
	ไปเจอกันหน้าหมู่บ้าน แล้วเข้าไปถึงบ้าน แม่ก้อยเปิดไฟรออยู่แล้ว พอขนกระเป๋าเข้าบ้าน
	สิ่งแรกที่ทำเหมือนกับที่เคยบอกไว้ก็คือ ขึ้นไปข้างบน น้ำตื่นมาบอกให้ปลุกฟ้า ใช้มือแตะเบาๆ ฟ้าก็
ตื่นแล้วพุ่งขึ้นมากอดกันกลมสองพ่อลูก จากนั้นลงไปข้างล่าง
	เอาของฝากอกมาให้ลูกเต้า สองคนแม้จะดึกดื่นก็ยังมีแรงค้นกระเป๋ากัน
	ส่วนพ่อก็ตั้งวงจิบเบียร์คุยกันไปเรื่อยๆ  จะว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรคุย เพราะมันรู้สึกเหมือนกับว่าอะไร
ๆก็เขียนไว้แล้วในบันทึก 
	ตีสองวงสนทนากลางดึกก็เลิกรา แยกย้ายกันกลับบ้าน
	จัดการข้าวของนิดหน่อยยังไม่ทันเข้านอน 
	เขาเข้านอนกัน แต่น้ายังหรอก 
	บ้านที่รักของฉันดูแปลกตาไปพอสมควร เพราะต้นไม้ใหญ่โตขึ้นมามาก ต้นปีบสูงพ้นหลังคาไปแล้ว
กรรณิการ์ก็เปล่งลำต้นใหญ่เกินปกติ แถมออกดอกหอมละมุนตลอดปี 
	ในบ้านดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เคยรกอย่างไรก็ยังคงรกอย่างนั้น หนังสือและข้าวของที่กวาดใส่
กระเป๋ามาจากสำนักงานก่อนไปญี่ปุ่น ตอนนี้ก็ยังกองอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง
	เช้ามืด ฟ้าเริ่มสาง นกเริ่มมาส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าตัวเล็กออกเหลืองนวล บินอยู่กีบที่ได้ 
มีอยู่สามสี่ตัว
นกกางเขน ลูกนกอะไรก็ไม่รู้สองตัว ยังหัดบินอยู่เลย และนกอื่นๆอีกสองสามอย่าง
	สูดไอดินกลิ่นบ้านอย่างสดชื่นรื่นเริง ทั้งที่เพลีย แต่ไม่ได้นอนเลย หุงข้าวทำกับข้าวให้ลูกสำหรับมื้อเช้า 
	หลังจากขับรถไปส่งลูกส่งเมียกลับมาบ้าน กระแทกเบียร์ซ้ำเข้าไปอีก จากนั้นก็นอน 
	นอนที่ไหนไม่อบอุ่นเหมือนนอนที่บ้าน
	...อยู่ในอ้อมแขน แผ่นดินแม่ มีแต่สุข ลูกเคยไซ้ซุก เที่ยวเล่น เดี๋ยวแม่ก็ตี ตกดึกลูกหนาว สั่นเทา
อยู่ทุกนาที อ้อมอกธรณี ของแม่นี้ ก็อุ่นสบาย...
	จบบันทึกจากญี่ปุ่น ปิดหน้าสุดท้ายแล้วนะครับแฟนานุแฟน
 


กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก