บันทึกจากญี่ปุ่น

๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓

ซ้อมชมดอกซากุระ

อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่าดอกซากุระสำหรับคนญี่ปุ่นนั้นมีความหมายลึกซึ้งไปถึงข้างใน ช่วงนี้เข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ คือหายหนาวนะครับ ไม่ใช่เย็นลงแบบบ้านเรา ดอกซากุระเริ่มบาน ปีนี้ดอกซากุระบานเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์กันไว้หนึ่งอาทิตย์แน่ะ

เป้นเทศกาลชมดอกซากุระครับ คนญี่ปุ่นในช่วงนี้เบิกบานกันเป็นหลังจากปิดงบประมาณกันวันนี้เป็นวันสุดท้าย คอยติดตามรายงานข่าวจากสื่อต่างๆว่าซากุระจะบานที่ไหนเมื่อไหร่ ก็จะแห่ไปชมกัน

ไม่ใช่ชมกันเฉยๆ มันจะเป็นแบบเทศกาลที่ออกไปปิคนิคกันใต้ต้นซากุระ มีฉลองกันสนุกสนาน เขาเรียกว่า ฮานามิ

วันนี้น้าก็ไปเรียนตามปกติน่ะแหละ ไม่ได้เบี้ยวไปหาชมดอกซากุระที่ไหน

เพียงแต่ว่า....

คุณครู ยูอิชิจิโร่ เธอไม่สบายมาตั้งแต่เมื่อวานซืน สงสัยว่าเข้านอนในโรงพยาบาลด้วยมั้ง วันนี้ก็เลยส่งครูสาวสงยเอ๊าะๆมาสอนแทน..สองคนแน่ะ ผลัดกันคนละชั่วโมง

ชั่วโมงแรก ครูคาเสะ สอน ชั่วโมงที่สองครูชื่ออะไรจำไม่ได้ เพราะชื่อเธอยาวไปหน่อย

การเรียนการสอนเป็นไปโดยแช่มชื่น สนุกสนาน แต่ตะกุกตะกักมาก

ไม่มีอะไรหรอกครับ เธอสองคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้น่ะสิ เสียดายกะจะชวนไปกินข้าวเสียหน่อย ยังเรียนไม่ถึงบทนั้นเสียด้วย อิอิ

ผ่านไปสองชั่วโมง เข้าชั่วโมงที่สาม

บทเรียนบทนี้เป็นการเรียนนอกสถานที่ ครูสองคนพาน้าเดินชมดอกซากุระ ถนนสายจากโรงเรียนไปสถานีนากาโนะ ซึ่งเป็นถนนที่สองฟากข้างมีต้นซากุระเรียงรายกันไปอย่างมีระเบียบ

เดินไปก็พยายามจะคุยกันไปอย่างแปลกประหลาด เพราะคุยได้จำกัดเฉพาะไอ้ที่เขาสอนมาเท่านั้น จะถามเขาสักทีก็อ้ำอึ้ง นึกไม่ออกว่าจะถามอย่างไร ไอ้ที่เรียนมาจำยังไม่ค่อยได้ ยังคิดอยากจะถามเรื่องอื่นนอกบทเรียนอีก

เดินไปถึงแนวต้นซากุระ ได้คำใหม่ๆเพิ่มมาอีกหลายคำ แต่ไม่แน่ใจว่าจะจำได้ไปถึงพรุ่งนี้เหรือเปล่า

ยังไงก็แล้วแต่ เมื่อเรื่มถึงถนนแนวต้นซากุระ เราทั้งสามหน่อก็พบว่า ซากุระของถนนสายนี้เพิ่งจะบานอย่างกระปริบกระปรอย เลยเดินไปแบบกร่อยๆ

แวะขึ้นไปบนสวนสาธารณะเล็กๆข้างทาง บนนั้นก็มีต้นซากุระอยู่หลายต้น เขาติดโคมไฟแบบญี่ปุ่นสีแสดเอาไว้เต็มเลย ได้ถ่ายรูปกับสองสาวคนละรูป เสียดายกล้องดิจิตัลน้าถ่านหมดพอดี เลยไม่มีโอกาสส่งมาให้ดู

หลังจากนั้นก็เดินชมซากุระยังไม่บานไปเรื่อยๆ น้าก็เลยควักเอาที่อยู่วัดจิกันจิ ซึ่งมันอยู่ที่นากาโนะออกมาถามว่ามันอยู่ตรงไหน วันนี้อยากจะไปเดินสำรวจก่อน วันที่ ๑๖ เมษายนเขาจะมีงานสงกรานต์ที่นั่นไงล่ะ

ไม่ได้พูดภาษาญี่ปุ่นออกมาอย่างนี้นะครับ แล้วก็ไม่ได้ถามเป็นภาษาอังกฤษด้วย แต่ใช้บางคำญี่ปุ่นแล้วเอากระดาษให้เธอดู ข้างถนนมีแผนที่อยู่พอดี ดูแล้วมันตกแผนที่

ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ เพราะน้าบอกว่าจะไปขึ้นที่สถานีนากาโนะกลับ

เดินไปนิดเดียวเจอคอนวินิ คุณครูก็เลยชวนเข้าไป พร้อมกับพูดว่าว่า แม็บโปะๆ น้าก็คิดว่าเธอคงอยากจะซื้ออะไรในคอนวีเนียน สโตร์ เดินตามเข้าไปดู แล้วต้องร้องอ๋อ เธอเข้าไปหยิบแผนที่เมืองที่เขามีไว้ขายมากางดู

แล้วบอกว่า ต้องเดินเลยไปจากสถานีนากาโนะอีกไกลเหมือนกัน

จากนั้นก็เดินต่อไปสักแป๊บเข้าใจว่าเข้าเขตนากาโนะแล้ว ก็แยกย้ายต่างคนต่างไป

สองสาวอุตส่าห์เดินมาส่งข้ามถนน แล้วก็ซาโยนาระ ...จ้า มามาตะ เก็ตสึโยบิ แล้วเจอกันวันจันทร์

อ้อ แต่มีสัญญาแนบท้ายว่า อาทิตย์หน้าจะพามาดูใหม่อีกทีตอนที่มันบาน ...อันนี้เธอพูดญี่ปุ่น แต่น้าเข้าใจโดยพลัน

ก็ดีเหมือนกันนะ

พอข้ามถนนเสร็จเดินไปหน่อยเดียวเลี้ยวซ้ายก็ปะกับทางเข้าใหญ่เชียว เขียนว่าบรอดเวย์ ทีแรกนึกว่าเป็นแบบบรอดเวย์ในนิวยอร์ก แต่เดินเข้าไป โหยแหล่งช็อปปิ้ง สองฟากข้างเต็มไปร้านขายของ เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น และสารพัด เป้นร้านสไตล์ทันสมัยหน่อย เขาทำหลังคาคร่อมทางเดินไว้เลยหยาวเหยียดเชียว

เดินไปเดินมา เห้นของบางอยางแล้วอยากซื้อเหมือนกัน ช่วงนี้หมดหนาวของพี่ยุ่นเขา พวกเสื้อกันหนาวก็เอามาเลหลังกัน ถูกๆทั้งนั้น หมวกสักใบก็น่าสนใจ เอาไว้เวลาฝนปรอยๆ แบบไม่ทันตั้งตัว

ไปเห็นเสื้อกั๊ก ที่เขาใส่กับสูทแท้ๆเลยน่ะนะ ตัวละร้อยหกสิบเอง กะว่าจะซื้อ เพราะยังขี้เกียจรีดผ้า เอาเสื้อกั๊กเท่ปิดบังไว้น่าจะเข้าทีดีเหมือนกัน

ไว้อาทิตย์หน้ามาอีกที รอจ่ายเงินค่าอาหารกับค่าไฟที่หอหน่อย รวมทั้งค่าโทรศัพท์ เดี๋ยวเหลือเงินไปช็อปปิ้งได้ตามงบประมาณ

ไอ้บรอดเวย์ของเขานี่มีชั้นใต้ดินด้วย แต่ไม่ได้ลงไป

เดินดูจนพอใจแล้วก็ออกข้างนอก ตรงไปขึ้นรถไฟ ยืนงงอยู่ตั้งสิบนาทีกว่าจะซื้อตั๋วได้ ขึ้นรถไฟกลายรถด่วนเข้าโตเกียว แต่น้าไม่เข้าไปด้วย เดี๋ยวค่ารถแพง ข้ามไปสถานีเดียวก็ลงที่ชินจูกุ เสียค่าตั๋วเพิ่มอีกสิบเยน ซื้อตั๋วที่ชินจูกุร้อยสามสิบเยนมาทาดากาโนบับบา ก็แค่สองสถานีเหมือนกัน

ออกจากสถานีเข้าไปกินบะหมี่ร้านเดิม เที่ยวนี้นรู้แล้ว พอเขารับคูปองเขาต้องถาม ตอบไปเลยว่าโซบะ ได้บะหมี่มาโซ้ยชามหนึ่งราวๆร้อยสามสิบบาท ไม่มีเนื้อหมูไก่เหมือนเดิม เทพริกป่นเข้าไปเกือบครึ่งกระปุก

อร่อยวุ้ย

จากนั้นก็ขึ้นรถไฟต่อกลับมาสำนักงาน แต่วันนี้ไปลงสถานี้ ฮิกาชิ กินซ่า เลยสถานีตลาดปลาที่ลงปกติไปหนึ่งสถานี แล้วเดินไปคนละทิศกับทางไปสำนักงาน เดินไปดูย่านกินซ่าหน่อย

ก็ไม่มีอะไรเท่าไรหรอกครับ มันยังไม่ได้เวลา ต้องใกล้ค่ำโน่นละชีวิตของถนนสายนี้ถึงจะเริ่มต้น

ย่านกินซ่านี่พี่ยุ่นเขาบอกว่า เหมือนกับชอง เอลิเซ่ ในปารีส น้าดูๆแล้ว ไม่เหมือนเท่าไร แต่เขาคงอยากให้เหมือนน่ะ

เดินดูไปนิดหน่อยก็หมดแรง กลับสำนักงานดีกว่า เดินทอดน่องไปถึงสำนักงานบ่ายสามครึ่ง

อ่านหนังสือพิมพ์ไปได้แป๊บเดียว อูชิยามะซัง พาไปเจอคุณแมรี่ คิง คนเขียนบทความเรื่อง คอมมิวนิก้า แคมปัส ที่น้าอยากจะไปดู แนะนำตัวกันเสร็จ อูชิยามะซังก็ปล่อยให้น้าคุยกับแมรี คิงเอง

สไตล์ฝรั่งแหละ พอไปนั่งคุยกัน

เริ่มเลย อยากรู้อะไรเป็นพิเศษมั่ง

แล้วก็สไตล์น้า อยากรู้แบ๊คกราวนด์ ซึ่งความจริงก็รู้แล้ว

เธอก็สไตล์ฝรั่งกลับมาอีกว่า ไอ้ที่เขียนไปน่ะน่าจะพอเป็นแบ๊คกราวนด์ได้แล้ว เวรกรรมทำไว้ สาเหตุก็เพราะน้าบอกอูชิยามะซังแล้วว่าติดต่อไปเองได้แล้ว ไม่ต้องห่วงเธอไม่ว่างเท่าไหร่ ทไม่จำเป็น

เฮียแกก็อุตส่าห์นัดจนได้ แล้วก็เป็นหยั่งเงียะ เอาไปถามคำถามโง่ๆเข้าให้

ตกบันไดพลอยโจน ก็เลยบอกว่า มีบางคนที่สนใจจะคุยด้วย พวกเล่นย้ายบริษัทจากโตเกียวไปอยู่ในเขา แล้วยังอยู่ได้ด้วย เนี่ยอยากคุยกับคนเนียะ คือใคร คิดยังไง ทำได้ยังไง

ตกลงก็เลยได้รายชื่อ ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของคนที่พูดภาษาอังกฤษได้มาหกคน สองคนที่สนใจ คนหนึ่งลูกชายเสียชีวิตไปเมื่ออาทิตย์ก่อน อีกคนหนึ่งเมียเข้าโรงพยาบาล

เฮ้อ โชคชะตา

ที่เหลือเป็นพวกฟรีแลนซ์ ซึ่งน่าสนใจน้อยลงเยอะ

จบจากที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ น้าหยอดท้ายว่า มีอีกอย่างนะที่สนใจ คือ วิถีชีวิตที่นั่นซึ่งมันเรียกคืนความเป้นชุมชนชาวบ้านญี่ปุ่นแบบเก่ากลับมา เพื่อนบ้านมีปฏิสัมพันธ์กัน มีกิจกรรมร่วมกันในชีวิตประจำวัน ไม่เหมือนชีวิตคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ก็ประเทศมันกลายเป็นเมืองไปเกือบหมดแล้วนี่

ร้อยยี่สิบล้านคนเหลือคนในภาคเกษตรกรรมอยู่แค่สามล้านคน แก่ๆเสียส่วนใหญ่ด้วย

หลังจากหยอดประโยคคำถามที่คิดว่าสุดท้าย ก็เลยคุยกันต่อไปอีกหน่อย ดีขึ้นเยอะทีเดียวเชียว

คำถามในแววตาเริ่มกลายเป็นรอยยิ้มในดวงตา

เสร็จจากตรงนี้ก็หมดเรื่อง ไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ ถึงเวลาก็กลับบ้าน ดูท่าว่าวันนี้พวกที่สำนักงานจะกลับกันดึกมากแน่เลย เห้นเอาเอกสารมาเรียงกันเต็มโต๊ะ วันนี้วันสุดท้ายของปีของเขาแล้วนี่

กลับบ้านก็แวะซูป้า ได้หนวดปลาหมึกยักษ์มากล่องเล็ก สุกหรือดิบก็ไม่รู้ อยู่ที่นี่กินดิบเป้นเรื่องปกติ ไข่ปลาดิบ ปอดปลาดิบ เขายังกินกันเลย น้าก็สู้ไม่ถอยเหมือนกัน

เอามาทำหนวดปลาหมึกแช่น้ำปลา อร่อยดีแฮะ นั่งหม่ำอยู่เนี่ย

ซื้อหมูสามชั้นกับหน่อไม้มาด้วย กะจะต้มวันอาทิตย์ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ไม่แน่อาจจะคืนนี้ก็ได้

เอาไว้ตบท้ายหลังจาก โอ สาเก โนมีมาส เรียบร้อยแล้ว

อะโด่เอ๊ย

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก