บันทึกจากญี่ปุ่น

๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓

ไม่มีอะไรทำ

โปรแกรมฝึกงานที่นี่มันแปลกๆ อยู่เหมือนกัน เราแจงสิ่งที่เราสนใจไปตั้งมากมาย เขาไม่สามารถจัดโปรแกรมให้เราได้ แทบไม่ได้เลย แล้วเราก็นึกไม่ออกว่าแบบไหนมันถึงจะจัดการให้ได้ นึกไม่ออกจริงๆ

แต่ก็คอยมาบอกว่าให้บอก

พอไม่มีอะไรจะทำ ก็ชักงุ่นง่าน

เหลือเวลาอีกเกือบๆสองเดือน วางโปรแกรมเที่ยวเสียเลยดีไหม เพราะ ไอทีก็ไม่ได้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ไม่ได้ เกษตรกรรมก็ไม่ได้ ชีวิตในชนบทก็ไม่ได้ ธุรกิจค้าปลีกก็ไม่ได้ คอนซูเมอร์โพรดักค์ ก็ไม่ได้ บริษัทขนาดกลางและย่อมก็ไม่ได้ ธุรกิจเกิดใหม่ก็ไม่ได้

จัดการอะไรให้เราแทบไม่ได้เลย

ดูงานอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แปลกดี

เออ มันน่าเที่ยวมากกว่า

พรุ่งนี้ไปขอให้จัดโปรแกรมขึ้นเขาฟูจิเสียเลย ถึงฤดูกาลปีนเขาฟูจิแล้วนี่

ไปสำนักงานวันนี้รู้สึกแปลกๆ ลงไปกินข้าวกลางวันแล้วขึ้นมานั่งต่อเน็ตเล่นเพลินๆ เขียนคอลัมน์ส่งเสร็จก็นั่งอัพเดตโฮมเพจเสียหน่อย บันทึกประจำวันไม่เคลื่อนไหว คนเขาต่อว่ามา

สี่โมงเย็นฝนเทลงมา หนักเสียด้วย ไปยืนดูฝน แล้วหันมาบอกอูเอฌนะซังว่า แย่จังไม่มีร่ม วันนี้พยากรณ์อากาศผิดนี่ ไหนบอกว่าฝนจะไม่ตกไง

เธอบอกว่าใช่ ควรจะมีร่มติดตัวเอาไว้จลอดเวลา แล้วถามว่า น้าจะกลับเร็วเหรอ ตอบไปว่าเปล่า

เธอก็เลยบอกอีกว่า เดี๋ยวอีกชั่วโมงสองชั่วโมงก็หยุด

คิดถึงเมื่อวานที่คุยกับคาโนะซัง เจ๊แกถามน้าว่า ข้าวกลางวันไปกินกับใคร น้าบอกว่ากินคนเดียว

อันนี้เป็นนิสัยปกติของเรา กินข้าวกลางวันคนเดียวเสียจนเคยชินมาแต่ไหนแต่ไร มันรำคาญคนบ่นเรื่องอาหาร มีอะไรก็ยัดๆเข้าไป

แต่มันก็ผิดปกติอยู่บ้าง เพราะที่นี่ไม่ใช่เมืองไทย เราเป็นแขกรับเชิญ แต่ไม่มีใครชวนไปกินข้าวกลางวันเลย ยกเว้นวันแรกที่เข้าสำนักงาน เขาพอไปแนะนำวิธีกิน.เอ๊ย...ไม่ใช่....วิธีสั่งกินสิ

เรามีอะไรปิดปกติหรือเปล่าวะ คนไม่กล้าชวนไปกินข้าว

คาโนะซังบอกว่าช่วงเสลากินข้าวเราจะได้แลกเปลี่ยนความคิดความเห็น อะไรอีกมากมาย

"คุณจะรู้จักชีวิตคนญี่ปุ่นได้ยังไง ถ้าไม่ไปกับคนญี่ปุ่น"

"เขาเชิญคุณมาเพื่อให้รู้จักญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ"

นั่นสิ ...แล้วทำไมคนญี่ปุ่นที่เชิญเรามาไม่ชวนเราไปไหนต่อไหน แปลกดี

คงเป็นบุคลิกเข้าใจยาก ทำให้คนไม่อยากเข้าใกล้เราเอง

ช่างมันๆ

อะไรๆ ตูก็หาของตูเองได้

ไม่มีอะไรยากเกินสำหรับศิริพงษ์ ยากนักกไม่ยุ่งกับมันเสียเลย

อูเอโนะซัง ชวนคุยก่อนกลับบ้าน ทำให้เรางุ่นง่านเพิ่มขึ้นอีก เธอถามว่า ไม่มีโปรแกรมอะไรเลยเหรอ ตั้งสองอาทิตย์

น้าก็บอกว่าไม่มี

เธอว่า อีกแค่สองเดือนเท่านั้น อย่ามัวปล่อยเวลาให้ผ่านเลย อยากไปไหนทำอะไร ไปบอกพ่อจอมชี้ให้เขาจัดการ

อูเอโนะซังเป็นเลขาฯที่ดี สายตาของเธอเป็นห่วงเป็นใยเสมอ

วันไหนที่เราหายตัวไปไม่บอกใคร พอกลับมา สายตาเธอบอกว่า เดี๋ยวโดนดุอีกหรอก

วิธีพูดของญี่ปุ่นแปลก สุภาพมาก แทนที่จะด่าว่ามึงหายหัวไปไหนมาไม่บอกไม่กล่าว เขาจะพูดว่า เราเป็นห่วงคุณจังเลย กลัวว่าจะเป็นอะไรไป ทีหลังไปไหนบอกหน่อยนะ

นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ อ่านมาจากหนังสือที่ผรั่งเขียนประสบการณ์ในญี่ปุ่น

โตเกียวเป็นเมืองปลอดภัยที่สุดในโลกใช่ไหม

ต้องยอมรับว่าจริง

อยู่มาคืนหนึ่ง เป็นคืนฝนตก ไอ้หนุ่มนี่ก็กลับมาที่อพาร์ตเมนท์ แล้วได้ยินเสียงแปลกๆ ไฟมันดับ มองอะไรไม่ค่อยเห็น แกก็เดินไปดู เห็นเงาตะคุ่มๆ ยืนอยู่

ใจแกก็คิดว่าจะตะโกนไล่ให้ออกไป

แต่ตะโกนไม่ออก เท่าที่แกเรียนภาษาญี่ปุ่นมา เขาสอนแต่วิธีสุภาพ เสียงที่ออกจากลำคอของแก แปลเป็นไทยได้ว่า

"ขอโทษที่หยาบคายนะครับ ช่วยออกจากบ้านผมเดี๋ยวนี้ได้ไหม"

เงาตะคุ่มนั้นคือ คนจรจัด เพศหญิง เธอร้องออกมาอย่างเดียวว่า เฟรนด์ลี่ๆ

มาอย่างมิตร

เธอหนาว เข้ามาขอเสื้อกันหนาวแคชเมียร์ ตัวเดียวของไอ้หนุ่มนั่น เฟรนด์ลี่ๆ ซ้ำไปซ้ำมาแล้วก็หายตัวไปทางประตู

วันรุ่งขึ้น ไอ้หนุ่มนี่ก็ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ

ตำรวจยืนยันว่า ในโตเกียวไม่มีคนจรจัด

"ยกเว้นคนเดียวที่เข้าไปในบ้านคุณเมื่อคืนวาน"

เวลาเราถามเรื่องคนจรจัดหรือโฮมเลสในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาจำทำหน้าเจื่อนๆ พิกล

ทีหลังก็อย่าไปถามละกันนะหนู มันมีให้เห็นเยอะแยะโดยไม่ต้องถาม

ยิ่งตอนฝนตก พวกนี้จะมาโผล่อยู่ในสถานีซับเวย์

อาหารการกินของพวกเขาคือ ขยะจากร้านอาหาร เหมือนอีกาเลย

น้าสงสัยเหมือนกันว่าคนพวกนี่แทนที่จะนั่งสลบอยู่ตามสวนสาธารณะ ในตรอกซอกซอย หรือ สถานีรถไฟ ทำไมไม่ไปนั่งตกปลา ซึ่งมีอยู่เยอะแยะ เอามากิน

สงสัยนะสงสัย

ไม่หายสงสัย

สังคมทุนนิยมซึ่งพัฒนามามากกว่าใครๆ ทำไมทำให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกได้ขนาดนี้

คนหนึ่งคุ้ยขยะกิน

อีกคนหนึ่ง นั่งขี้แล้วกดปุ่มล้างตูด มีอุ่น มีเย็น มีหน้ามีหลัง

ไม่เข้าใจเหมือนกัน

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก