บันทึกจากญี่ปุ่น

๓ มีนาคม ๒๕๔๓

แก้ผ้าอาบน้ำ

เมื่อวานเบลอร์มากไปหน่อย สาเหตุเพราะตื่นเต้นที่ติดต่อเน็ตจากห้องนอนได้ และได้คุยกับหลายคนมากเป้นครั้งแรกหลังจากมาที่นี่ หลังจากเสร็จทุกอย่างกว่าจะนอนจริงๆเข้าไปเที่ยงคืน แล้วดันไปตื่นเอาตีสี่โน่น นอนต่อไม่หลับเลยลุกมานั่งพิมพ์อะไรไปเรื่อยๆฆ่าเวลา

โมงกว่าๆ ซัดสาเกเข้าไปอีกสามเป๊ก ให้พอมึน แล้วไปกินข้าว สาเหตุที่ดื่มสาเกก็เพราะต้องไปแก้ผ้าอาบบน้ำในห้องน้ำรวมนั่นแหละ ยังทำใจไม่ค่อยได้ จะไม่อาบก็ยังไงๆอยู่เหมือนกัน

เสร็จทุกอย่างเก้าโมงก็ออกมากับคุณเกรเกรอรี่ อเมริกันชนข้างห้อง วันนี้เขาพาขึ้นซับเวย์เพื่อมาสำนักงาน ทุกอย่างเรียบร้อยดี ความจริงเกรกอรีมีจักรยานด้วย แต่ใจดีจูงจักรยานเดินมาด้วยกัน น่ารักดี

มาถึงสำนักงานวันนี้สักพักก็ออกเดินทางอีก อูชิยามะซัง พาไปโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ที่อารายักชิ-เมะ แปลเป็นไทยว่า หน้าวัดอารายัคชิ โรงเรียนอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟเดินไปแค่ห้าสิบเมตร เข้าไปคุยกับครูเพื่อจัดเวลาและบทเรียน

ครูบอกว่า เวลาเดือนหนึ่งสั้นมาก สองอาทิตย์แรกจะสอนวันละสองชั่วโมง ถัดจากนั้นเป็นวันละ ๓ ชั่วโมง เริ่มเรียนตอนสิบโมงครึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านในชั่วโมงเร่งด่วน

นั่งรถไฟวันนี้ต้องพยายามจดจำเส้นทางและวิธีการซื้อตั๋ว จำแทบตายปรากฏว่ากลับมาถึงสำนักงานตอนบ่ายได้รับตั๋วเดือนมา เบาใจไปเรื่อง

ขากลับจากโรงเรียนออกจากสถานีแวะเข้าวัด ไปยืนดูคนเขาไปทำบุญฟังสวดมนตร์ประเดี๋ยวหนึ่งก็ออกมากินข้าวกลางวัน อูด้ง เป็ดหนึ่งชาม กับไข่ตุ๋นถ้วยเล็กๆ ไม่ได้กินข้าวห่อสาหร่ายที่มีมาเพราะแค่นั้นก็อิ่มแปร้แล้ว ตบท้ายด้วยของแถม เป็นโมชิตำรับญี่ปุ่นแท้ ดูเหมือนแป้งเขาจะคล้ายกับแป้งดิบ ไม่ได้เอามาทำให้สุก ชิยามะให้ความรู้ว่า ไอ้อย่างที่บ้านเราเรียกโมจิซึ่งเป็นลูกกลมๆนั่นในญี่ปุ่นเขาเรียกดังโก้ ..ถ้าจำไม่ผิดนะ

เข้าสำนักงานวันนี้ถูกพาไปให้แผนกต้อนรับเขาพาเดินดู แนะนำบริษัท เดินกันไปสองคนเท่านั้นกับสาวน้อยหน้าแฉล้ม ซึ่งบอกว่าอยากมาเมืองไทย และพยายามหัดพูดภาษาไทยอยู่ ..ฮั่นแน่ ไม่ได้ไปอี๋อ๋ออะไรเขาหรอกน่า วิธีการพาดูบริษัทของเขาเหมือนกับเวลาเราไปบริษัทใหญ่ๆทุกแห่งนั่นแหละ มันเป็นฟอร์มเหมือนกันหมด แบบว่าแขกกี่ชุดๆเขาก็จะพูดแบบนี้ทำแบบนี้ทุกขั้นตอน ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

แต่ตอนเดินผ่านเข้าไปในกองบรรณาธิการอาซาฮี ชิมบุน ฉบับภาษาญี่ปุ่นแล้ว ใหญ่โตมโหฬารดีจริงๆ โต๊ะนักข่าวแต่ละโต๊ะ เอกสารเป็นพะเนิน แต่ของเขาจัดไว้ดี ทำเป็นชั้นขึ้นไปจากโต๊ะยาวพรืดไปเลยในทุกๆเซคชั่น เกอสารและหนังสือเต็มไปหมด นักข่าวมองไปข้างหน้าไม่เห็นพรรคพวกอีกฟากหนึ่งเพราะมันบังไว้เกือบหมด ยกเว้นบางโต๊ะที่เอกสารน้อยก็พอมองลอดไปได้บ้าง

แอบเห็นตรงเซคชั่นที่เป็นพวกช่างภาพ ดูแล้วของเขาเป้นกองบรรณาธิการภาพมากกว่าแค่ช่างภาพ ภาพรอยเตอร์ เอพีอะไรนั่นรวมกองกันอยู่ในส่วนช่างภาพหมด มีคนนั่งทำหน้าที่คัดเลือกภาพจากหน้าจอ เห็นหลายคนเลย มีตากล้องสามสี่คนแหมะกันอยู่แถวนี้ด้วย คิดว่าจะหาทางเข้าไปดูระบบงานช่างภาพของเขาด้วยเหมือนกัน เข้าท่าดี

เสร็จจากให้เขาพาเดินดูหมดก็กลับมา นั่งพิมพ์อะไรได้อีกแป๊บ ก้ต้องไปพบกับบรรณาธิการบริหาร ซึ่งเป็นอันดับที่สองรองจากประะานบริษัท เป้นนักข่าวมาก่อนทางด้านการเมือง การทหาร เคยทำข่าวอยู่ในอเมริกา อูชิยามะซังบอกว่าภาษาอังกฤษดีมาก และบอกว่าให้เราพูดมากๆหน่อย วางแผนว่าจะทำอะไรที่นี่ก็ให้บอกไป ...อ้าว ตกลงต้องวางเองเหรอเนี่ย

พอไปคุยเข้าจริงๆ กลับกลายเป้นว่าอูชิยามะบรรยายสรรพคุณไปเป้นภาษาญี่ปุ่น ดีหรือร้ายก็ไม่รู้ ตั้งยาว จากนั้น ท่านบอกอหย่าย ก็พูดกับเราเป้นภาษาญี่ปุ่นให้มาโกโอูชิยามะแปล ฮ่าๆ เนื้อหาไม่มีอะไรมาก เริ่มด้วยแสดงความเป้นห่วงสุขภาพ ให้ระวัง แล้วก็บอกว่าความสัมพันธ์ทั้งส่วนตัวและระหว่างบริษัทกับบริษัทเป้นเรื่องสำคัญ

จากนั้นก็บอกว่าอยากได้อะไรต้องการอะไรจากอาซาฮีขอให้บอกทุกอย่างจะจัดการให้ แล้วตบท้ายว่า ขอให้เขียนเรื่องอาซาฮีด้วย ...น่าน

ก็ตรงกับใจอยู่เหมือนกัน เพราะได้เอกสารจากแผนกต้อนรับ..อ๊ะ อ๊ะ อย่าคิดอะไรสิ ...อ่านดูแล้วมีบางแง่มุมน่าสนใจ อีกอย่างวันนี้คุยกับมาโกโตะระหว่างเดินทางไปโรงเรียนได้เรื่องบางเรื่องมาเกี่ยวกับอาซาฮีที่น่าสนใจสองสามเรื่อง อุบไว้ก่อนนะหนูๆ ยังไม่เล่าตอนนี้ เดี๋ยวจะเขียนเป็นงานไปเลยดีกว่า จะได้ไม่เหนื่อยซ้ำสอง

จากนั้นก็กลับมาห้องทำงาน ลองต่อโน้ตบุ๊คเข้ากับสายโทรศัพท์ที่ห้องทำงาน ปรากฏว่าใช้ไม่ได้ มึนเลย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้งที่เมื่อเช้ามืดวันนี้ยังใช้ที่บ้านได้อยู่เลย

พยายามขอความช่วยเหลือจากแผนกเทคนิคแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ เลยขอเอาไปลองที่หออีกทีคืนนี้ ถ้าใช้ที่หอได้ วันจันทร์มาทำงานก็จะให้เขามาดูให้เลย ว่าเพราะอะไร มีอะไรในสายโทรศัพท์ที่มันต่างกันหรืออย่างไร หรือ มันจะเป็นพวกไอเอสดีเอ็น หรือ ดิจิตัล แต่ไม่น่าน่ะนะ

พูดถึงอินเทอร์เน็ต ปรากฎว่าที่นี่เขายังใช้แบบหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็มออกไปเลย ยังไม่รู้เหตุผล ไว้จะถามเขาทีหลังว่าทำไม

ตอนนี้ห้าโมงครึ่งแล้ว เดี๋ยวจะออกจากสำนักงาน ไปเอาแผนที่เผื่อพรุ่งนี้หรือวันอาทิตย์อาจจะนั่งซับเวย์เข้ามาเดินสำรวจทำเลแถวๆนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคย วันนี้มีสาวพาขึ้นรถไฟจากจุดใกล้สำนักงาน ไปจนถึงสถานีที่จะเปลี่ยนขบวน

จากนั้นก็ต้องกลับบ้านเองคนเดียว โดดเดี่ยว

กลัวหลงเหมือนกัน ขนาดในกรุงเทพฯยังหลงทุกทีที่เข้าเมืองเลย นี่มันญี่ปุ่นนะว้อยจะบอกให้

....

เอ้า....เย้ๆๆ กลับมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพตอนทุ่มครึ่งแล้ว แวะซื้อ ยี่สิบแปดดีกรีที่ใสเหมือนตาตั๊กกะแตนสำรองไว้อีกขวดหนึ่ง แช่เย็นไว้แล้ว สงสัยไม่ได้สำรองแหงเลย รู้ไว้ซะด้วยว่าไอ้ที่เราเรียกโมเดิร์นสาเกน่ะ เพราะเขาแช่เย็นแล้วจิบ ..แต่น้าซด ฮ่าๆๆ

ต้องย้อนกลับไปเล่าต่อ จากตะกี้

วันนี้บังเอิญ คุณอูเอโนะ (เป็นผู้หญิง สาวและหน้าตาพาไปวัดได้ด้วย มีอะไรอ๊ะปะ) มาคุยด้วย เรื่องงานน่ะพี่งูทั้งหลาย เขาเอาตั๋วเดือนสำหรับขึ้นซับเวย์มาให้ พร้อมกับแผนที่เขียนเองด้วยมือ (อุ๊ย...อิจฉาเหรอ) พร้อมกับอธิบาย รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง ปัญหาสำคัญคือ เราฟังไอ้ชื่อสถานีญี่ปุ่นไม่ออก คือฟังแล้วก็จำไม่ได้อยู่ดีสำหรับบรรดาชื่อภาษาญี่ปุ่นทั้งหลาย

เสร็จแล้วจะยังไงได้ ก็พยักหน้ารับตามฟอร์ม เออน่า ลุยเองได้ไม่ต้องห่วง

คราวนี้เราก็เพ่งแผนที่สิ ดูเส้นทาง สมองก็สั่งงาน เอ สถานีนี้ก็น่าลง สถานีนั้นก็น่าลง เงินก็ไม่ต้องเสีย นั่งได้ทั้งเดือนตลอดเวลา ชักเข้าท่า ใจคิดว่า งั้นพรุ่งนี้ เข้ามาลุยโตเกียวเลยดีกว่า แล้ววันอาทิตย์ค่อยสำรวจแถวหอพัก

พอคิดได้ก็คิดว่านั่งซับเวย์มาลงสถานีใหญ่แล้วเดินแม่งให้ทั่วเลย เคยเดินมาแล้วนี่นา ลอนดอนสองวันเต็มไม่เคยขึ้นรถเลย แค่คิดนะ แต่ก็หลุดปากถามอูเอโนะไปนิดเดียวว่า ลงสถานีนี้ แล้วเดินๆๆๆ ไปแถวออฟฟิศ จะเป็นยังไง ไกลมะ

น้องหนูบอกว่า จะเดินเหรอ ไกลนะ ตั้งชั่วโมงหนึ่งแน่ะ

น้าก็เลยบอกว่าเคยเดินทั้งวันมาแล้ว สบายมาก

คราวนี้ยุ่งเลย พอเธอรู้ที่คิดเข้า เวรกรรมเอ๋ย ยังไม่แน่เลยว่าจะจริงหรือเปล่า เธอไปบอกาอูชิยามะ แกก็เทคแคร์ดีมาก สั่งอูเอโนะให้พาไปซื้อแผนที่

สั่งให้พาน้าไปซื้อแผนที่...ฮ่าๆๆ ปกติ ออกจากสำนักงานหกโมงเย็น แต่วันนี้ต้องออกห้าโมงครึ่ง เพื่อพาน้าไปซื้อแผนที่โตเกียว ที่เป็นภาษาอังกฤษ

อยากกลับบ้านจะตายห่า เสือกพาเดินเป็นกิโลไปซื้อแผนที่อีก เวรเอ๊ย อูเอโนะก็เลยต้องเขียนแผนที่ให้ใหม่อีกแผ่นเพราะแผนเปลี่ยน ต้องขึ้นรถไฟกลับคนละสถานีจากปรกติ ...ดูมันทำ

ดีเกินไปนะน้าว่า

ไม่เป้นไร เอาไงเอากัน เดินจากอาซาฮี ไปย่านกินซ่า ร้านหนังสือ อะไร เจๆๆ นี่แหละจำไม่ได้ ไปที่แผนกหนังสือต่างประเทศ ตรงส่วนแผนที่ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ น้าก็ไม่คิดอยากได้หรอก ถ้าจำเป้นก็หามันเอาตามสถานีรถไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะไปลงตรงไหน

อูเอโนะไปถอนเงินแป๊บหนึง กลับมาก็บอกว่าไม่มีหาไม่เจอ เธอเลยเดินไปถามตรงแคชเชียร์ เขาบอกให้ไปเซ็คชั่นหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่น ไปดูๆ แล้ว แผนที่ตัวหนังสือมันเล็ก ไม่เวิร์ก อ่านไม่ออก อูเอโนะหยิบหนังสือแผนที่เล่มหนึงออกมา บอกอันนี้ดีมีรายละเอียด พอพลิกดูราคา โห.... หกร้อยกว่าบาทแน่ะ

เพื่อวันหนึ่งที่จะตะลุยโตเกียวเองเนี่ยนะ ลงทุนหกร้อย

ไม่อยากซื้อเลย ... แต่เธอคิดว่าจำเป็นต้องมี จะเอาอันไหนก็ได้ เราก็บอกว่าตัวหนังสือมันเล็ก มองไม่เห็น

สุดท้ายเลย ใจอ่อน (แน้) เอาก็เอาวะ ถือหนังสือเดินมาตรงที่คิดเงิน ควักกระเป๋าตังค์ ยังล้วงๆอยู่เลย(นึกภาพว่า ทั้งสูท ทั้งโอเวอร์โค้ทหลายชั้น อย่าไปนึกอย่างอื่น) อูเอโนะบอกว่า จ่ายเองๆๆ

บริษัทเขาจ่ายให้น่ะ

มันก็ดีนะ ไม่ต้องเสียเงิน แต่นึกในใจว่า อยากกลับมาบ้าน หมายถึงหอพักใจแทบขาด ดันลากไปเดินอีก แล้วก็ต้องขึ้นรถคนละสถานีที่ควรจะเป็นสถานีประจำอีกแล้ว ใครมันจะไปจำได้วะ

แต่เลยตามเลยก็ได้

ขาไปทุกอย่างที่ขวางหน้า เธออธิบายไว้หมด ยังกะครูสอนนักเรียนแน่ะ จำได้มั้ยตรงนี้ จากตรงนี้เลี้ยวซ้ายหรือขวา

ระดับน้าแล้วไม่ต้องมาถามเลย บอกกันจะๆก็จะลืมให้ดู

ตกลงออกจากร้านหนังสือก็เดินมาขึ้นสถานีกินซ่า แต่มันหลายกินซ่า จำไม่ได้หรอก ขึ้นมาสองสามสถานีสีเทา ก็มาเปลี่ยนขบวนอีกสถานีหนึง สำคัญมาก แต่ตอนนี้จำไม่ได้เหมือนกัน ใจยังคิดว่าต้องไปเปลี่ยนอีกสถานี ที่ไหนได้ อูเอโนะ ถามว่า จะขึ้นข้างซ้ายหรือข้างขวา (ขบวนรถไฟสองข้างที่มันสวนกันน่ะ อย่าคิดมากดิ) น้าก็เพ่งด้วยสายตายาวสักแป๊บก็ชี้ไป

ที่สถานีใกล้หอพัก เธอยิ้มอย่างปรีดา บอกว่า ยู ไฟน์ด อิท พอดีรถไฟมา เธอโบกมือลา

ใจหายว้าบ ทิ้งน้าแล้วเหรอหนู นึกว่านี่ตูจะเปลี่ยนขบวนถูกมั้ยเนี่ย มันงงงเต็มทีเหมือนกัน เพราะเรียนเรื่องเส้นทางวันนี้ตั้งแต่เช้าจดเย็น บอกแล้ว จำคำที่เป้นภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย

พอขึ้นไปตอนแรกคนแน่นหน่อย ผ่านไปสองสามสถานี คนน้อยลงแล้ว เพ่งดูแผนที่มันติดไว้ในรถไป ถึงได้รู้ว่า ขบวนนี้แหละ ถึงหอพักแน่นอน ไม่ต้องเปลี่ยน

คราวนี้สบายเลย ถึงแน่ ถ้าไม่เหม่อคิดโน่นคิดนี่

ถึงสถานี มินามิ เกียวโตขุ ก็ลง ออกมางงๆนิดหน่อย เดินออกผิดข้าง รู้สึกไม่คุ้นก็เลยย้อนมาอีกข้าง งงเหมือนกัน เพราะกลางคืน ห้างร้านมันมีแสงสี ไม่เหมือนกลางวัน

เดินกลับมาถึงหอพัก ผู้จัดการหอ รออยู่เลย เวร จะขึ้นห้องซะหน่อย พาไปอธิบาย อาหารมื้อนี้กับวิธีกินอีกราวๆ สิบนาที ร่ำลากันสามสี่ทีตามแบบฉบับญี่ปุ่น โค้งกันอยู่นั่น แล้วก็ขึ้นห้องมาต่อเน็ตเช็คอะไรบางอย่าง

ปรากฏว่าไม่มีเมสเสจทางไอซีคิวจากโต๊ะโอเอกลับมา

แต่ได้อาศัยเพื่อนทางไอซีคิวบางคนทดสอบเมลส่งออกแล้ว เวิร์กๆๆๆๆ พวกเอ็งน่ะ ยังเห่ยอีกหลายขุมเลย

มีเวลาทั้งหมด ร้อยยี่สิบนาทีนับจากเมื่อวาน ถึงวันนี้ใช้ไปราวๆ แปดสิบนาที เหลืออีก สี่สิบนาทีต้องประหยัดไว้ใช้จนกว่าแอคเคาานต์จริงจะมาถึง น่าจะมาราวๆวันอาทิตย์หรือวันจันทร์นี้แหละ

สองสามวันนี้คงประหยัดการออนไลน์หน่อย

หลังจากนั้นพอได้แอคเคานต์จริงมา ก็คงต้องมาประหยัดเวลาออนไลน์จากหอพัก....เพราะค่าโทรศัพท์พี่ยุ่น นาทีละบาทกว่าๆแน่ะ แล้วพยายามออนไลน์จากสำนักงานให้ได้

ไม่งั้นอ้วกแน่

เสาร์อาทิตย์นี้ยังไม่รู้ว่ราจะทำอะไรดี แต่วันจันทร์ไปเรียนช่วงเช้า กะจะหลงทางโชว์แม่มเลย บ่ายสามมีนัดกับคนที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของอาซาฮี ชิมบุน แล้ววันอังคาร บ่ายสองครึ่งนัดเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นไว้ ไม่รู้จะได้อะไรมั่ง ที่แน่ๆเธอเป็นผู้หญิง

แก่หรือสาว สวยไม่สวยไปลุ้นกันวันอังคาร

ลุ้นให้บรรดางูไร้พิษในกองบอกอน่ะ บ่มีหยังดอก

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก