บันทึกจากญี่ปุ่น

๔ เมษายน ๒๕๔๓

อาหารไทยในร้านมื้อแรก

ไปเรียนเหมือนเดิมตอนเช้า วันนี้ครูผมม้ามาสอน หลังจากหยุดอาทิตย์ที่แล้วมาเที่ยวเมืองไทย เธอใช้เวลาโม้เรื่องเมืองไทยอยู่ครึ่งชั่วโมง นัยว่าเป็นการสอนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย แต่ผสมภาษาอังกฤษจ้าละหวั่น เพราะศัพท์ใหม่ๆ และประโยคแบบใหม่ แห่กันมาเต็มไปหมด จำไม่ค่อยได้หรอก

เสียดายก่อนเธอจะไปแนะนำไว้ว่าให้ลองกินมะม่วงเมืองไทย ไอ้ใจเรามันนึกถึงมะม่วงมันน่ะนะ มันจะกรอบอร่อย

เธอดันไปกินมะม่วงสุก ฮ่าๆๆ มาบอกว่าไม่อร่อยเลย ต่างจากมะม่วงที่เธอกินที่ญี่ปุ่น อร่อยกว่าเยอะ

ตอนนี้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตมีมะม่วงสุกขาย มาจากไหนก็ไม่รู้ ของปลูกที่ญี่ปุ่นหรือเปล่าไม่แน่ใจ

อ้อ เมื่อวานเห็นอ้อยท่อนโตกว่าแขนยาวฟุตกว่าๆวางขายด้วย ไม่รู้เขาไปแทะกันแบบเราหรือเอาไปทำอะไร ดูไม่น่าแทะเท่าไร ท่อนใหญ่เหลือเกิน

เลิกเรียนก็แวะกินข้าวร้านใหม่อีกร้าน ร้านนี้เข้าที เป็นข้าวผัดแบบเผ็ดๆก็มี แต่สั่งไม่เป็น ได้ข้าวกับกิมจิ ผักกาดfดองชโลมพริก ของเกาหลีน่ะ กับ ผักต้มเขียวๆ น่าจะเป็นพวกกว้างตุ้งไม่มีรสชาติราดงา แล้วมีหมูชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าบางๆกว้างหนึ่งนิ้วยาวสองนิ้วปิดข้างบนมาชิ้นหนึ่ง

ราคาข้าวชามนี้สองร้อยบาทแน่ะ ไหงมันหวงหมูจังก็ไม่รู้ดิ

จากนั้นรีบดิ่งเข้าสำนักงานมาถึงเกือบบ่ายโมง ต้องมาเขียนเรื่องนายกรัฐมนตรีโอบูชิ หามุมได้ยากชิบโป้งเลย เพราะน้ากับการเมืองไม่ค่อยอยากเข้าไปสนใจ

นักการเมืองทั่วโลกจงตายเสียให้หมด มันชอบปกครอง เกลียดมัน

พาลไม่ค่อยสนใจข่าวใหญ่ของญี่ปุ่นและของโลกไปด้วย ก็รับรู้นิดๆเองว่าป่วยหนัก คราวนี้รับคำบัญชามาก็แหกขี้ตาละสิ ต้องมานั่งอ่านๆ ซึ่งมันก็มีแต่อาซาฮี อีฟนิ่ง นิวส์ นี่แหละที่อ่านรู้เรื่องเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษซึ่งยอดพิมพ์น่าสงสารน่าดูเมื่อเทียบกับฉบับภาษาญี่ปุ่น ขนาดว่าอายุสี่สิบกว่าปีเข้าไปแล้ว

อ่านๆดู ก็ไม่น่าจะมีอะไรพิเศษไปกว่าที่เขารายงานไปทั่วโลกผ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆเท่าไร

ได้อูชิยามะซังมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหน่อยเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของคนญี่ปุ่น แต่ก็นั่นแหละแกจะลากเเข้าเรื่องหนัก ๆ ซึ่งหาอ่านได้ในหนังสือพิมพ์อยู่แล้วเรื่อยเลย

ในหัวพี่เขาใม่มีอะไรแผลงๆที่ผิดแผกแตกต่างจากชาวบ้านมั่งเลยหรือไง

ได้ข้อมูลเพิ่มนิดหน่อย แล้วอูชิยามะซังก็คุยต่ออีกหน่อย เพราะอาทิตย์จบหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นแล้ว อาทิตย์หน้าก็จะเริ่มกระบวนการดูงาน ซึ่งจะต้องเริ่มจากการไปอยู่กับเซคชั้นใดเซคชั่นหนึ่ง

ขึ้นต้นมายกตัวอยากเซคชั่นการเมืองที่นักข่าวจีนมาดูงานปีที่แล้วเขาเข้าไปสัมผัส

เซคชั่นไหนก็ได้ ยกเว้นการเมืองกับกีฬา ได้ไหมครับ เบื๊อเบื่อ

แล้วก็จะต้องวางแผนให้น้าอีกว่าหลังจากดูระบบงานภายในเสร็จแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนจะทำอะไรสังกัดไหน

แต่ก่อนอื่น น้าต้องเขียนบัญชีหัวข้อที่สนใจใคร่รู้ให้มันอีก

ไอ้คุณหอย พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่รู้จะบอกมันยังไง เหมือนคนฟังไม่รู้เรื่อง บอกไปไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า อินเทอร์เน็ต ไอที

ทำยังไงกะไอ้คนพรรค์นี้ดีนะเนี่ย ดีดจมูกก็อาจจะเบาไปหน่อย จะเตะหรือก็อาวุโส เยอะ

อ้อ แต่ยังไงก็แล้วแต่ในอาทิตย์หน้า หรือถัดไป อาจจะไปฮอกไกโด ถ้าภูเขาไฟมันยังไม่เงียบไปซะก่อน น้าบอกมันว่าอยากไป ซึ่งมันก็ถามอีกว่าอยากดูอะไรเป็นพิเศษ ของแบบนี้สามัญสำนึกของนักข่าวไม่เห็นจะต้องถามเลย มันต้องไปดูดะเลยแหละ แล้วซอกแซกเอา

อะโธ่ เดี๋ยวก็บอกอยากไปดูในรอยแยกที่มันประทุเสียเลย ให้เอาคอปเตอร์ไปหย่อนลงตรงนั้นที

คุยกันเสร็จด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ก็หันมาตอกคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานให้เสร็จเพราะวันนี้ต้องออกไปข้างนอก ดูซากุระบาน แล้วไปกินอาหารไทย โปรแกรมของเฮียเขาละ

ความจริงไม่ค่อยอยากไปหรอก เพราะเป็นอูชิยามะซังนั้นหนึ่ง ไม่ใช่สาวๆนี่หว่า และเพราะไม่ชอบกลับบ้านดึก

แต่ก็ดี เพราะเฮียเขาจะต้องอธิบายอะไรได้เยอะ

ตกลงหกโมงเย็นกว่าๆ เริ่มออกเดินทาง ปรากฏว่าไปกันหมดแฮะ อูชิยามะซัง พี่อ้วนทาเกอูชิ อูเอโนะซัง แล้วก็น้า ขึ้นแท็กซี่กันไปเดินดูซากุระย่านไหนก็ไม่รู้ น่าจะเป็นคูดังชิตะคนพาไปก็ตอบไม่ได้ ประหลาดวุ้ย เอาว่าเป็นย่านชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโตเกียว อยู่ใกล้ๆกับพระราชวังอิมพีเรียลนั่นแหละ

ตอนกลางคืนซากุระจะงามเปล่งปลั่งเลยทีเดียว

เพราะพี่ยุ่นเล่นเอาไฟส่องให้แสงมันพุ่งจากข้างล่างขึ้นไป เลยงามไม่ค่อยธรรมชาติเท่าไหร่ คนเดินกันขวักไขว่มาก แล้วก็มีเยอะที่ปูผ้าตั้งวงฮานามิกัน...สนุกสนานเลยเชียว

เดินดูไปเรื่อยๆจนไปด้านตรงข้ามกับสถานทูตอังกฤษ แถวนี้คนเดินไม่เยอะแล้ว แต่คนปูผ้าตั้งวงกันเยอะ ปิคนิคใต้ต้นซาการะในช่วงนี้เป็นเรื่องปรกติ และเป้นที่ชื่นชอบกัน

บางวงขนของมาเพียบ มีไฟมาส่องเองด้วยตรงที่เขาไม่ได้ติดไฟไว้ แล้วยังเห็นมีโทรทัศน์มาตั้งดูกันอีก

ที่จริงเข้าใจว่าเทศกาลชมดอกซากุระ ถ้าไม่ใช่โตเกียว เอาที่นอกๆออกไป เขาคงจะมีการแสดงอะไรกันด้วย ในโตเกียวคนมันโมเดิร์นไนซ์ไปหมดแล้ว

วันนี้ดอกซากุระที่ไปดูยังบานไม่เต็มที่ ต้องอีกราวๆสองสามวัน

เสร็จจากชมซากุระสไตล์คนเมือง คือเดินดูแป๊บเดียว ก็นั่งรถไปรอปปองจิ เพื่อไปร้านอาหารไทยที่นั่น ชื่อร้านไทย บอกกอก เจ้าของเป้นญี่ปุ่น แต่มีเมียเป้นคนไทย อาหารเขาอร่อยดีเหมือนกัน ส้มตำรสชาติแบบอีสาน คือไม่มีหวานแซมปน น้ำตกก็รสชาติดี อาจจะไม่จัดจ้านและไม่เผ็ดเท่าบ้านเรา นอกนั้นก็มีต้มข่าไก่ ผัดกุ้งตะไคร้ ข้าวเหนียว ผัดไทย

กินกันไปคุยกันไปสนุกสนาน เพราะเบียร์สิงห์นี่เอง

อูชิยามะซัง กับ ทาเกอูชิซัง เป็นคนกินจุ สั่งกับข้าวมาเพิ่มอีกสองอย่างจำไม่ได้แล้วว่าอะไร อ้อสองคนนี้ล่อตะไคร้ดุ้นๆเข้าไปด้วยจนหมดจานเลย คิดดูเหอะ

พี่อ้วนโอโนะซัง ที่หน้าตาแกเหมือนแป๊ะยิ้มตามมาสมทบอย่างรวดเร็ว เริ่มบรรเลงเพลงกินและคุย บนโต๊ะอาหารและเปลี่ยนความคิดกันหลายอย่าง

น้าเล่าเรื่องไม่มีคนลุกให้คนพิการนั่งบนซับเวย์ คนพวกนี้บอกว่าเป็นอย่างนี้แหละ น้ำจิตน้ำใจของคนญี่ปุ่นสมัยนี้มันเหือดหายไปไม่เหมือนเมื่อก่อน

เกือบลืมบอกไปว่าได้คุยกับพนักงานเสิร์ฟในร้าน ยังหนุ่มอยู่ มาอยู่ญี่ปุ่นเพื่อนทำงานที่นี่แหละแปดปีแล้ว คุยไปคุยมา อ้าวคนเกิดนครนายกบ้านเดียวกันเลย แต่พี่เขาไปโตที่โคราช บอกว่าใกล้จะกลับแล้ว รอให้เทศกาลเบสบอลจบก่อน

วันหลังคงจะหาโอกาสมาเยี่ยมร้านนี้อีกสักที แม้ว่าราคาจะแพงก็เถอะ

อาหารจานสุดท้าย รู้สึกว่าจะเป็นผัดพริกไก่ จานเบ้อเริ่มเลย เขาเอามาเสิร์ฟ แล้วบอกว่าสำหรับน้า น้าหันไปถามอูชิยามะซังว่าสั่งหรือเปล่า เพื่อความชัวร์ แกบอกเปล่า

น้าก็เลยอธิบายว่า นี่แหละไทยเวย์ แถมให้ฟรีๆในโอกาสพิเศษ เพราะมีคนไทยคนนี้(ชี้นิ้วมาที่ตัวเอง)มานั่งอยู่ด้วย

ทาเกอูชิ ดูเหมือนไม่แน่ใจ เรียกพนักงานมาถามอีกที พี่เขาก็ชี้มาที่น้าแล้วบอก เนี่ยพิเศษสำหรับน้า

ตกลงกับข้าวทั้งหมดเกลี้ยงไม่เหลือหรอแม้แต่น้อย

พวกนี้ชอบอาหารไทยกันทั้งนั้น คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ชอบ แต่ภาพพจน์ไปติดกับอาหารเผ็ดเสียหมด เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้วัยรุ่นน่ะ ถึงขนาดว่าพกพริกป่นติดตัวเป็นกระปุกไปด้วย ไปกินอะไรที่ไหนก็ต้องเอาพริกป่นมาเหยาะ

เข้าใจว่าน่าจะเป็นพวกผู้หญิง ...บางคนเชื่อว่าเผ็ดๆมันช่วยละลายไขมัน

ขาเดินจากร้านมาขึ้นซับเวย์แถวนั้นเพื่อกลับบ้าน โอโนะซัง บอกว่าสังเกตุดูสิคนส่วนใหญ่เมากันทั้งนั้น

เขาบอกว่าหลังจากสามทุ่มเป็นต้นไป กว่าครึ่งของคนที่เราเจอบนถนนจะเมากันแล้ว ซึ่งไม่น่าผิดความจริงสักเท่าไหร่นัก

วันนี้กลับถึงหอราวๆห้าทุ่มครึ่ง ยังอุตส่าห์ต่อด้วยเบียร์ ฮ็อบส์ ของซันโตรีไปอีกครึ่งลิตรกว่าๆ แล้วออนไลน์ไอซีคิวคุยกับแม่ส้ม และ เมดูซ่าแห่งเมืองช้างสุรินทร์ โดยมีพี่จูน ดีเจเสียงใสทางไอซีคิว ป้อนเพลงให้

ตั้งแต่มาอยู่นี่พี่จูนส่งเพลงเอ็มพีสามมาให้แทบทุกวัน ฮาร์ดดิสค์ฉุเลยละครับ วันก่อนส่งโปรแกรมแนปสเตอร์ (www.napster.com)ไปให้ คราวนี้ท่าทางว่าวันๆเธอจะไม่ทำอะไร เอาแต่โหลดเพลงฟัง

เพลินเขาละ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก