บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๔ สิงหาคม ๒๕๔๓ 
ฮิโรชิม่า 

เมื่อวานเข้ามาสำนักงานหลังจากหยุด
ไปสองวัน มาเพื่อจะมาเอารายละเอียดโปรแกรมการเดินทางมาฮิโรชิม่า 
แต่มันไม่ละเอียดหรอก เพราะทากากิซังนิยมไม่บอกรายละเอียดอะไร 
โปรแกรมหกวันมีกระดาษเอสี่แผ่นเดียว เขียนสั้นๆว่าวันไหนไปไหน แต่ทำอะไรไม่บอก 
บางเมืองเราก็ไม่รู้จัก
	ตื่นแต่เช้า เมื่อคืนก่อนแทบไม่ได้นอนเลย ทากากิซังโทรศัพท์มาปลุกถึงได้ตื่น 
อาบน้ำแต่งตัวรับออกไปที่สถานีซับเวย์ นัดเขาไว้ที่นั่น นั่งซับเวย์ไปต่อโมโนเรล เพื่อไป
สนามบินฮาเนดะ ไปถึงก็กินข้าวกันคนละจาน มือนี้น้าเล่นข้าวต้มกุ๊ยจากร้านอาหารจีน 
มีข้าวต้มถ้วยหนึ่ง ใส่บ๊วยเม็ดแดงๆมาตรงกลางด้วย กับก็เป็นผักดอง กับสาหร่าย และ
ผัดผักไม่เขียว
	เครื่องบินออกราวๆสองโมงสี่สิบห้า ว่าจะหลับมันก็ไม่หลับ นั่งอ่านหนังสือมา
เรื่อยๆ แฮร์รี พอตเตอร์ เล่มสาม ใกล้จบแล้ว จนถึงสนามบินฮิโรชิม่า ต้องต่อรถบัส
เข้ามาอีกชั่วโมงหนึ่ง
	นั่งชมวิวมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยอยากจะพูดจาเท่าไร 
	ฮิโรชิม่าเป็นเมืองใหญ่มาแต่โบราณห้าหกร้อยปีโน่นแหละ พื้นที่ส่วนใหญ่
เป็นภูเขา ระหว่างที่นั่งรถบัสผ่าน าวนที่เป็นที่ราบก็ถูกยึดเป็นบ้านเป็นเมืองไปหมด บ้านพวกนี้
ยังใช้หลังคากระเบื้องกัน น่าสังเกตุที่บ้านจำนวนมากใช้แผงโซล่าเซลกัน เมื่อไรบ้านเรามัน
จะราคาถูกจนคนธรรมดาๆหาซื้อมาติดตั้งได้เสียทีก็ไม่รู้
	มาถึงสถานีฮิโรชิม่า นั่งแท็กซี่ต่อมาที่โรงแรม นี่สิบกว่านาที 
	อย่างที่บอกแล้วว่าฮิโรชิม่าเป็นเมืองใหญ่ ทันสมัย ไม่มีรถใต้ดิน แต่ก็มีรถราง
วิ่งไปทั่ว  ดูแปลกๆ รถรางบางขบวนก็สวยดี  ความน่าเกลียดของรถรางที่ให้ไว้กับเมืองก็คือ 
ไอ้สายระโยงระยางเหนือหัว ที่มันขึงพาดไปมาไม่ได้น่าเกลียดน้อยไปกว่ารถไฟลอยฟ้า
หรือถนนลอยฟ้าสักเท่าไร
	พูดถึงตรงนี้ขอแวะสักนิด  เคยมีคนพูดว่ารถไฟฟ้าธนายงบ้านเราน่าเกลียดน่าชัง  
ซึ่งมันก็จริง  แต่พูดไม่ได้ว่าไม่มีบ้านไหนเมืองไหนเขาทำแบบนี้ เพราะในญี่ปุ่นนี่เยอะครับ 
โตเกียว นั่นก็เต็มไปหมด แต่ของเขามันลอยมานานแสนนานจนคนไม่รู้สึกอะไร
	ที่โอกินาว่า นั่นก็กำลังสร้างโมโนเรล ลอยฟ้าเหมือนกัน
	เลี้ยวกลับเข้าฮิโรชิม่า ดีกว่า
	พอถึงสถานี ก็นั่งแท็กซี่ไปที่สถานที่รำลึกระเบิดนิวเคลียร์  แต่เข้าไปในส่วน
ของห้องประชุมเพื่อไปฟังซิมโปเซียมที่หนังสือพิมพ์อาซาฮีเขาจัดที่นั่น  ทากากิซังต้อง
ขอเวลาเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นเป็นขายาวก่อน  พอไปถึงก็เป็นเวลาอาหารกลางวัน 
กินกันก่อนอื่นเลย 
	เขาสัมนากันมาแต่เช้าแล้ว เรามาร่วมตอนบ่าย กินเสร็จก็เข้าไปในห้องสัมนา 
มีวิทยากรมาจากอเมริกา ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น  ฟังๆไปไม่มีอะไรสะดุดใจมากนัก อาจจะ
เป็นเพราะมันรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับฮิโรชิม่ามานานมากแล้ว 
	ฟังเพื่อจะให้ได้อะไรใหม่ๆ ฟังเพื่อจะให้มันเกิดอะไรสะดุดใจบ้าง แต่แปลก 
ไม่มีแฮะ
	นั่งมองไปรอบๆห้องประชุมใหญ่  คนส่วนใหญ่แก่ๆทั้งนั้นเลย นั่งกันแบบ
หลวมๆ และราวๆครึ่งหนึ่ง หลับฟัง ...ฮ่าๆ งงเหมือนกัน ทากากิซังก็หลับ คนแก่อีกข้าง 
ท่าทางเหมือนนักข่าว เห็นนั่งจดสักแป๊บก็หลับอีก 
	บนเวที ผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นญี่ปุ่นแต่ไปอยู่ฝรั่งเศสมาตั้งแต่เมื่อยี่สิบหกปีก่อน 
เป็นผู้อำนวยการสถาบันฮิโรชิม่า นางาซากิ ในฝรั่งเศส พูดคนแรก ก็น่าสนใจเหมือนกัน 
บ่นๆเรื่องเด็กๆสมัยนี้ไม่รู้เรื่องของ เอ-บอมบ์  ทั้งๆที่นอกจากทำลายชีวิติคนในตอน
สงครามโลกครั้งที่สองไปหลายแสนแค่วาบเดียว บ้านเมืองราบพณาสูร แล้วมันยังคร่าชีวิตคน
ต่อมาๆเรื่อยๆด้วยอานุภาพของกัมมันตรังสี
	คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของนิวเคลียร์  ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ตั้งแต่
เหมืองแร่ การผลิต การพัฒนา การทดสอบ ไล่มาจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
	เธอคนนี้เป็นคนที่เอา หนูน้อยซาดาโกะกับกระดาษพับนกกระเรียนมาทำ
เป็นอะนิเมชั่นเสร้จเมื่อห้าปีก่อน
	เธอบอกว่าครูๆก็ไม่รู้ว่าจะสอนนักเรียนอย่างไรเรื่องนี้
	อือ....
	เก็บไว้คิดเป็นการบ้านดีกว่า
	หลังซิมโปเซียมนี้ ก็นั่งแท็กซี่
ไปที่ห้องประชุมอีกแห่ง เข้าไปที่นั่นเป็นงาน
ของขบวนการสันติภาพของพวกเอ็นจีโอทั้งหลาย  
พอเข้าไปคราวนี้ โอ้โฮ คนแน่นขนัดหลายพันคน
ในห้องประชุมใหญ่ของเมือง เด็กอยู่บนเวทีเป็น
ร้อยคน ถือป้ายอ่านไม่ออก ผลัดกันออกมาอ่าน
ความเรียงว่าด้วยระเบิดนิวเคลียร์รำลึกฮิโรชิม่า
	เด็กๆ เขียนและอ่านได้น่าประทับใจ 
สงครามคือความชั่วร้าย ๆไม่ว่าจะเอ-บอมบ์หรือ
ไม่เอ-บอมบ์  ตราบใดที่คนยังอยู่อย่างเกลียดชังกัน
	เด็กจากอินเดียอีกคน ภาษาอังกฤษคล่องมาก  
ออกมาอ่านของตัวเองบ้าง  ขอสัญญาว่าคนรุ่นของเธอจะไม่ยินยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก  
	หลังจากหมดคิวเด็กๆ ก็ออกจากห้องประชุม เขามีอะไรกันต่อ แต่เราไม่รอ 
มันเย็นมาก เหนื่อยด้วย แบกกระเป๋าปุเลงๆไปโรงแรม ใกล้ๆกัน  โรงแรมชื่อประหลาด
หน่อย ริห์กะ รอยัล เป็นโรงแรมระดับห้าดาว  และเป็นครั้งแรกที่ไปไหนต่อไหนกับทากากิซัง
แล้วพักโรงแรมดีๆแบบนี้ ดีขนาดนายกฯโมริก็มาพักด้วยนั่นแหละ
	อาบน้ำอาบท่า พอทุ่มครึ่งก็ออกไปหาอะไรกิน นั่งแท็กซี่ไปแค่สิบห้านาที 
เดินหาร้าน เป็นร้านยากิทอริ ปิ้งย่างๆควันโขมง และตามฟอร์มของพี่ทากากิซัง 
สามนาทีเบียรหมดแก้วเขื่อง ต่อด้วยสาเก 
	กินน่าตายจริงๆ ทั้งเหล้าทั้งกับแกล้ม เหลือเชื่อ ยัดเข้าไปได้ยังไง มาหมดๆ
	ดิ่มเร็ว กินเร็ว เดินเร็ว...นี่แหละเขาละ
	ไม่พอนะ แค่นี้ไม่อิ่มหรอก เขาต้องตบท้ายด้วยบะหมี่สักชามหรือข้าวตาม
เข้าไปอีกสักถ้วยสองถ้วย  ขากลับพี่เขาก็ต้องแวะซื้อเบียร์หรือสาเกเข้าไปแกินในห้องต่ออีก
	ออกจากร้านอาหารก็หมดแรง อยากไปเดินแต่ไม่ไหว หมดแรง
	เข้าห้องมายังอุตส่าห์ออนไลน์ตั้งสองชั่วโมง ดึกไปหน่อย หวังว่าอี-แฟมิลีจะ
โผล่มา แต่ก็ไม่มี
	ช่วงนี้นับวันถอยหลังอยู่บ่อยๆ อีกไม่กี่วันเอง
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก