บันทึกจากญี่ปุ่น

๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓

ไปตามสายน้ำหมายเลข ๑๑

ไอดินกลิ่นโคลน
และ คาร์บอนมอนน็อกไซด์

เมื่อคืนมีเหตุให้หัวใจเหงาหงอย ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังโหวงๆ ไม่ไปสำนักงานดีกว่า ขี้เกียจไปนั่งจุ้มปุ๊กให้เสียเวลา นอนต่อไปจนเกือบสี่โมง พอสี่โมงกว่าก็โทรศัพท์ไปแจ้งเหตุหัวใจไม่ปกติ

ต่อเน็ตเปิดไอซีคิวทิ้งไว้แบบว่างโหวง

เอาหนังสือวอเตอร์ วอล์กมาเปิดๆดู จับยามสามตาได้เดินไปตามสายน้ำหมายเลข ๑๑ มา เอาละระยะทาง ๘ กิโลเมตร ใช้เวลาราวๆสามชั่วโมงครึ่ง

สายนี้ชื่อของเขาคือ ยาโฮ เทนจิน ชื่อวัดน่ะ อ่านดูเส้นทางรถไฟ ไม่มีอะไรยากเกิน

วันนี้จะไปสูดโอโซนนอกเมืองเสียหน่อย

สิบเอ็ดโมงลงไปอาบน้ำ กลับมาแต่งตัว นุ่งขาสั้น ยัดหนังสือใส่เป้ พร้อมกล้องดิจิตัลตัวจิ๋ว(ถ่ายรูปออกมาก็จะจิ๋วไปด้วย)

ออกจากหอราวสิบเอ็ดโมงครึ่ง เดินๆไป อ้าวนั่นใจเรานี่กว่า ทำไมไปลอยโด่เด่อยู่บนโน้น

เมื่อไรจะกลับเข้าที่วะไอ้หนู

ขึ้นซับเวย์ไปสถานีชินจูกุ ประมาณเที่ยงเศษๆ เดินหาร้านกินข้าวก่อน ไปตดลงใจได้ร้านบะหมี่ แต่ไม่เหมือนเคย เที่ยวนี้เลือก มีโซะ ราเมง ลองดูสักหน่อย ตอนไปฮอกไกโด แถวๆ ภูเขาไฟ อูซุ เขาว่ามีโซะ ราเมง แถวนี้มีชื่อเสียง อร่อย ดันไม่กิน มากินที่ชินกูจุ ..ดูเขาเป็น

แม่ค้าถามว่า โทมาโก้ มั้ย น้าก็ไฮ้ไปเลย ได้ไข่ต้มใส่มาในบะหมี่อีกฟอง

ถือชามเบียดคนเข้าไปยืนกินตรงเคาน์เตอร์ เทพริกป่นลงไป คำแรกที่ตักใส่ปาก ทำให้รู้ได้ทันที บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่น้าเคยซื้อมากิน แล้วบอกว่าคล้ายๆบะหมี่ต้มยำบ้านเรา

ไอ้มีโซะ ราเมงนี่เอง มีโซะก็คือ ถั่วเหลืองที่เขาเอามาบดมาปรุง ถือเป็นเบสิค อินกรีเดี้ยนของญี่ปุ่นเลย กลิ่นลมหายใจไม่เข้าจมูกน้าของคนญี่ปุ่น ก็น่าจะมาจากไอ้นี่แหละผสมกับกลิ่นปลา

กินเสร็จสมอารมณ์หมาย ยกชามไปคืนตามธรรมเนียม และเดี๋ยวนี้ น้ารู้จักอ้าปาก กตโซไซมาส เป็นแล้ว ทำนองว่า อร่อยจังเลยคร้าบ ทำนองนี้ เป็นธรรมเนียมญี่ปุ่นน่ะ กินเสร็จยกชามไปวางก็แหกปากไป ไม่ต้องสนใจว่าจะมีใครฟังมั้ย

พอเราเดินหันหลัง ก็จะมีเสียงประสานตามหลังมา อะริกะโตะ โกไซมัสชิตะ จากคนขายพนักงานเสิร์ฟ พูดง่ายๆ ทุกคนในฝ่ายของร้านน่ะ จะประสานเสียงกันแบบนี้ เติมลงไปอีกหน่อยว่รา ตอนคนเข้าร้านเขาก็จะแข่งกัน อิรัสไชมาสกันใหญ่ด้วย

ทีนี้ลองนึกภาพว่าถ้าตอนคนมันเข้าๆออกๆตลอดเวลา จะเป็นยังไง

เอาละอิ่มแล้ว ออกเดินไปหยอดตังค์ซื้อตั๋ว ปลายทางคือ ทาชิคาวะ ๔๕๐ เยน ถึงที่นั่นตอนบ่ายครึ่ง สบายมากครับ คู่มือให้ออกทางใต้ไว้เสร็จสรรพ

สายน้ำที่ ๑๑ เป็นคลองเลียบไปทางเดียวกับแม่น้ำทามะ ปัญหาของน้าก็คือ ออกทางใต้แล้วจะเดินไปทางไหนต่อดี ตามที่อ่านก็ไม่ค่อยเข้าใจ เลยลองเดินตามที่เข้าใจเอาเอง

ของเขามันต้องเดินไปเจอวัดแล้วเลี้ยวเลียบตามคลอง เขาบอกจากสถานีสิบนาทีก็ถึง

น้าเดินไปๆ เลียบแต่ถนน สูตรคาร์บอนมอนน็อกไซด์จากไฮเวย์เสียเพลินปอดตั้งครึ่งชั่วโมงกว่า

แล้วก็ไปเจอทางลง นั่นไงคลอง เวรกรรมจริงๆ ลงไปทางเดินเลียบคลองแล้ว รู้ทิศหมดแล้ว ก็คือ เดินเลียบถนนมาถึงครึ่งทางเลียบคลองเข้าไปแล้ว ลองเดินย้อนกลับทิศไปก่อน อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นไง แต่ไปได้หน่อยเดียวก็ขี้เกียจ

ย้อนกลับไปตามทางที่ควรจะไปดีกว่า

ทางเลียบคลองของเขานี่ดีนะ เขาทำไว้เป็นเหมือนสถานที่พักผ่อนแบบสวนสาธารณะ ไม่ได้กว้างใหญ่อะไร สองบข้างทางก็มีต้นไม้ใบหน้า ดูเผินๆเหมือนป่า ในน้ำมีปลา ในคลองมีเป็ด และบนฟ้ามีนก

ผู้ว่ากทม.น่าจะมาเปลี่ยนคลองถม คลองโอ่งอ่าง แสนแสบอะไรในกรุงให้มันสดชื่นแบบนี้มั่ง

เดินไปหน่อยเดียวก็เจอสนามเบสบอล ดูจากแผนที่คล้ายๆจะถูกทาง คู่มือเขาต้องเดินอ้อมสนามเลียบแม่น้ำทามะ เราเดินผ่านสนามเบสบอลไป จนสุดทางเลียบคลองก็กลับมาอยู่ในเส้นทางของแผนที่เหมือนเดิม

ตอนนี้แหละยุ่ง มันต้องข้ามถนนใหญ่ ไปวัด กว่าจะหาเจอ เหนื่อย เข้าประตูไม่ใช่หน้าวัดตามคู่มือ แต่ออกด้านหลังผ่านป่าช้าไปตามคู่มือ เลี้ยวซ้ายเป้นพิพิธภัณฑ์ ฝนยังตกอยู่ ในนั้นมีคอฟฟี่ช็อป เข้าไปไม่มีแขกเลย มีแต่ญี่ปุ่นคนขายอยู่คนเดียว ดูนาฬิกา สี่ดมงเย็นแล้ว เขายังไม่ปิด

เข้าไปสั่งกาแฟเย็นแก้วหนึ่ง ไอซะขึ โคฮี

แม่ค้านิฮองจิน อายุประมาณแก่กว่าน้าสักสองสามปี ถามอะไรมาก็ไม่รู้ เลยต้องบอกไปว่า พูดภาษาญี่ปุ่นไม่เป็นครับ บอกไปด้วยภาษาญี่ปุ่นนั่นแหละ

แล้วบอกต่อว่า ผมเป็นคนไทย ดูเหมือนเราจะพูดไม่ชัด เธอก็เลยไม่เข้าใจ ลงกาแฟเย็น แถมน้ำเย็นหนึ่งแก้ว แล้วถามอีกว่า มาจากไหน

น้าไม่แน่ใจคำถามเท่าไร เลยถามกลับว่า โดโกะ คารา เธอพยักหน้า ก็เลยตอบไปว่า มาจากเมืองไทย

ใบหน้าเธอยินดีบอกไม่ถูก ยกกาแฟมาให้ แล้วเดินกลับไปเอามะเขือเทศมาให้อีกสองลูก มะเขือเทศลูกเล็กกว่าปิงปองหน่อย สีไม่แดงแช้ด แดงผสมส้ม น้าดูดกาแฟผ่านหลอด แล้วซัดโทมาโท่เข้าไป

รสชาติมันไม่เหมือนมะเขื่อเทศ คงเป็นมะเขือเทศพันธุ์ที่เขาผสมออกมาจนกินเหมือนผลไม้ มีหวานปะแล่ม และเนื้อไม่เละ เอาเป็นว่าพุทราผสมมะเขือเทศก็แล้วกัน

"โออิชิ เดส ก๋ะ" เธอถาม

"โออิชิ เดส" น้าตอบ

ว่าแล้วก็หยิบอีกลูกมายัดใส่ปาก มะเขือเทศอะไรวะ อร่อยดี เม็ดอย่างกับลูกพรุน

น้าว่าน้าคงถูกแอบมองตอนกินมะเขือเทศ มันรู้สึกได้ มีเสียงกุกกักๆด้วย แม้จะเปิดวอเตอร์ วอล์กอ่านเพื่อทำความเข้าใจเส้นทางอยู่ก็เถอะ

ประเดี๋ยวเดียว เธอก็เดินมาพร้อมมะเขือเทศในถุงพลาสติคราวๆสิบลูก เย็นเฉียบจากตู้เย็นมาเลย เธอพูดอะไรบางอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกเอาว่า เอาติดตัวไปกินนะ

หลังจากกาแฟหมด น้ำเย็นหมด น้าก็ยกแก้ว ยกจานไปคืนเธอที่เคาน์เตอร์ แล้วถือถุงมะเขือเทศไปด้วย ทำท่าแบบว่าอิ่มแล้วครับ จะคืน ทั้งที่รู้ว่าเธอให้แล้ว เป็นวิธีของน้าเพื่อจะให้เกิดการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ซึ่งไม่เข้าใจภาษาของกันและกัน ไม่ใช่แค่ไอ้ใบ้ที่เดินแวะมาจิบกาแฟ

ซึ่งก็จริง เธอบอกว่าเอาไปเถอะ เอาไปกินระหว่างเดิน

โดโหมะ อะริกาโตะ ....ซาโยนาระ

แค่สิบห้านาทีของสิ่งดีๆในชีวิต ...เห็นไหม

ออกจากคอฟฟี่ช็อป ฝนแรงขึ้นนิด งัดหมวกมาใส่แล้วเดินต่อไป

เลี้ยวซ้ายเข้าอุทยาน ถ่ายรูปมาด้วย ทั้งที่คิดว่า มาเดินเล่น ไม่ได้มาถ่ายรูป

ฝ่าเข้าไปในอุทยาน ฝนตกพรำๆ ไปทะลุอีกด้าน เป็นทุ่งนา สูดไอดินกลิ่นโคลนเสียหน่อย แล้วเดินต่อ ข้ามถนน แล้วเขาบอกให้เดินต่อไปตามคลองชลประทาน จะไปข้ามสะพานสีแดง

เดินไปอย่างงงๆ ยาโฮ เทนจินไปทางไหนกันเนี่ย แต่ก็เดินตามคลองชลประทานไปเรื่อยๆตามที่เขาว่ามา บรรยากาศตอนนี้ดีมาก เพราะสองข้างทางเป็นทุ่งนา เป็นสวนผัก สวนผลไม้ และไร่ข้าวโพด

มาสูดไอดินกลิ่นโคลนกันอีกที

เห็นแม่กับลูกสาววัยรุ่นเดินกางร่มสวนมา น้ากางแผนที่ล่วงหน้า เธอทำท่าจะเดินหลีก... "สุมิมาเซ็น" แล้วชี้ไปที่ตัวอักษรญี่ปุ่นในหนังสือ "ยาโฮ เทนจิน"

คุณแม่อธิบายมาไม่ค่อยเข้าใจ ดูเหมือนว่าบอกให้เดินต่อไปแล้วเลี้ยวซ้าย ขอบคุณเขาแล้วก็เดิน เจอทางเลี้ยวซ้าย ไม่รู้ว่าคิดยังไง ไม่เลี้ยว เดินตรงต่อไป เดินแหลกแหกค่าย เอากะน้าสิ

เดินตรงไปนิดเดียว เฮ้ยนี่มันห้าโมงกว่าแล้วนะ เดี๋ยวได้ค้างแถวนี้หรอก

หัวใจที่เคยดื้อ กลับมาศิโรราบให้เธอแล้ว เห็นคนเดินสวนมา เป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ ใส่ชุดสีเทาเหมือนเด็กช่างกลฝึกงาน แล้วออกมาทำเท่บนถนน กางร่มเสียด้วย

สุมิมาเซ็น อีกที ตามสูตรเดิม ต่อด้วยการชี้ในหนังสือ และพูดออกมาว่า ยาโฮ เทนจิน เขาชี้ว่าทางนี้

แหะๆ ต้องย้อนกลับ แล้วเขาบอกว่า เดินไปด้วยกันเลย

น้าบอกว่าเขาว่าเป้นคนไทยครับ ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น

โคตรโรแมนติคเลย วอล์กกิ้ง อิน เดอะ เรน กันสองคน เธอซึ่งเป้นผู้ชายร่างสูงใหญ่ แบ่งร่มให้เราด้วย

ไปถึงวัด ด้านหลังของวัดน่ะ มีทางเข้า เขาบอกน้าด้วยภาษาญี่ปุ่น เข้าใจแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ลืมโค้งงามๆ แล้วกล่าวคำขอบคุณ

มิตรภาพเสี้ยววินาที ที่ไหนในดลกก็มีทั้งนั้นแหละน่า

เดินเข้าวัด เออ อย่างนี้สิค่อยเรียกว่าวัด เหมือนป่า ต้นไม้รกครึ้มดีเหลือเกิน เดินวนไปวนมา ฝากฉี่เป็นที่ระลึกในห้องน้ำเสียหน่อย ก่อนเดินทะลุมาทางออกด้านหน้าวัด

นั่งพักซดน้ำชาข้างประตูวัด สุบบุหรี่ที่ทำให้ผู้หญิงแท้งได้หนึ่งมวน เปิดแผนที่ดู

ไม่มีอะไรแล้ว เดินตรงไปเรื่อยๆ เจอทางรถไฟเลี้ยวขวาขึ้นสถานีรถไฟกลับบ้านได้

ขึ้นไปที่สถานียาโฮ ตีตั๋วไป ๑๕๐ เยน นั่งไปสามสถานีถึงทาชิคาวะ ปวดข้อพับนิดๆ ระหว่างทางนั่งคิด สามชั่วโมงครึ่ง แปดกิโลเมตรที่ผ่านมา ไม่ค่อยเหมือนเดินเล่นไปตามสายน้ำเท่าไรนัก

เหมือนการทดสอบวิธีเดินทางแผนที่มากกว่า

เดินมาตั้งเกือบสี่ชั่วโมง ที่ได้เห็นมากที่สุดคือแผนที่ในหนังสือ

คนเดียวโดดเดี่ยว มันก็แบบนี้แหละ

จากทาชิคาวะ นั่งอ่านคู่มือ ล่า และ อ่อยมาตลอดทาง จบไปแล้วสามบท

มาถึงมินามิ-เกียวโตขุอันคุ้นเคย ฝนตกหนักปานกลาง คนเต็มไปหมด หลบฝนกัน งัดเสื้อกันฝนออกมาสวมผิดข้าง เดินเข้าไปใต้สถานี กลับข้างเสื้อกันฝนตัวจุ๊ดจู๋ใหม่

ไม่ได้กลัวเปียก อยากลุยด้วย แต่ห่วงหนังสือหลายเล่มในเป้

ถึงยังไงมันก็ต้องเปียกอยู่แล้ว เดินลุยน้ำเล่น ปกป้องเป้ไว้อย่างเดียว เดินเตะน้ำเล่น

เฮ้ย...ใจเรา ทำไมไปอยู่ในน้ำอีกแล้ว

กลับมาเสียทีสิไอ้หนู

อยากให้เดาเล่น ...พรุ่งนี้น้าจะไปสำนักงานไหม

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก