บันทึกจากญี่ปุ่น

๔ มีนาคม ๒๕๔๓

กิน

เมื่อวานตั้งใจว่าลงไปกินข้าวเสร็จแล้วจะมาออนไลน์ต่อ ปรากฏว่าหลังจากลงไปกินข้าว ผู้จัดการหอ คอยอยู่ มาแนะนำอาหาร และพวกซอสปรุงรสทั้งหลาย แกพอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ค่อยยังชั่วหน่อย อัธยาสัยดีมาก กำลังจะเริ่มกิน แกก็เดินมาอีกที คราวนี้ถือเบียร์กิรินมากระป๋องหนึ่งพร้อมแก้วเล็กๆสองใบ

เลี้ยงเบียร์ตามธรรมเนียม พอกินเสร็จแกเห็นทำท่าจะลุกก็รี่เข้ามาเลย เราก็เลยถือโอกาสยกถาดไปเก็บ แล้วดึงแกไปยืนดูอาหารที่เหลือในถาด ก็เหลืออย่างเดียวเท่านั้นคือไก่ย่าง บอกแกว่าที่จริงอาหารอร่อยมากนะ ...อร่อยจริงๆว่ะ แม้จะจะไม่มีรสเผ็ดเลย เพิ่งมารู้ซึ้งรสชาติอาหารญี่ปุ่นก็คราวนี้เอง ไม่เหมือนอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยที่เรากินกันที่มีไม่กี่อย่าง

เอ้า...เล่าต่อ บอกแกอีกว่า แต่ที่กินเหลือน่ะ ก็เพราะน้าเป็นคนกินไม่จุ ถ้าเป็นไปได้ลดปริมาณลงสักครึ่งหนึ่งก็แจ๋ว รับประกันไม่เหลือแน่นอน แกก็เลยอธิบายว่าปริมาณขนาดนี้เป็นมาตรฐานของคนญี่ปุ่นทั่วๆไป แต่ไม่ต้องวอรี่ กินเหลือก็เหลือไปเถอะ

ย้อนไปมื้อกลางวันเมื่อวานหน่อย อุตส่าห์เลือกชุดเล็กสุดที่ดูจากในรูป พอมาจริงๆ โอ้โฮ ก็เลยกินอูด้ง(บะหมี่ญี่ปุ่น)

กับไข่ตุ๋น และโมจิ ไม่แตะข้าวห่อสาหร่ายก้อนโตเลย อูชิยามะ ชี้มาแล้วบอกว่า อาหารญี่ปุ่นไม่ถูกปากละสิ น้าบอกมันไปไม่รู้กี่เที่ยวแล้วว่าไม่ต้องห่วง แต่อั๊วกินน้อยตามปรกติ มันก็ยังเทียวถามเรื่องกินอยู่เรื่อย

เลยต้องอธิบายซ้ำไปอีกว่า กินน้อยน่ะเข้าใจไหม แต่ละมื้อกินนิดเดียว และยังบอกว่าสงสัยต้องหากินไอ้พวกอาหารจานเดียว แบบบะหมี่ก็บะหมี่ชามเดียว ไม่ต้องแถมอะไรต่ออะไรมาอีกเต็มถาด เพราะไม่อยากจะกินเหลือ

คราวนี้ดูเหมือนอูชิยามะเก็๊ตแล้ว มันบอกว่า เออ มีนะร้านอาหารจานเดียวแบบนั้น

หลังจากลาโค้งแล้วโค้งอีกกับผู้จัดการร้านก็มานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ พยายามจะต่ออินเทอร์เน็ต ไม่สำเร็จ มันย้อนกลับมาถามพาสเวิร์ดใหม่ทุกครั้ง เข้าใจว่าเวลาร้อยยี่สิบนาทีหมดไปแล้ว ไม่ก็จำนวนครั้งที่ต่อ เกินจากที่กำหนด ยุ่งเลยคราวนี้ อดใช้ไปอีกหลายวันจนกว่าจะได้แอคเคานต์จริง ลุ้นให้ได้วันอาทิตย์ ไม่รุ้จะได้หรือเปล่า มันจะส่งมาทางไปรษณีย์

ก็เลยไม่รู้จะทำอะไร เข้านอนแต่หัวค่ำ หลับแฮะ หลับเป็นตาย มาตื่นเอาเกือบเจ็ดโมง สบายพอสมควร กดสาเกไปอีกสองเป๊กเพื่อถอน ...ฮ่าๆ แล้วก็มานั่งคิดเรื่องการเชื่อมอินเทอร์เน็ตที่สำนักงาน สงสัยว่าสายโทรศัพท์ที่นั่นน่าจะเป้นอะไรบางอย่าง ใจนึกอยากขึ้นซับเวย์ไปอากิฮาบาระ เมืองอิเลกทรอนิก ในโตเกียววันนี้เลย เพื่อไปซื้อโมเด็มการ์ดใหม่

แต่มาคิดอีกที ไปก็เสียเที่ยว พูดกันไม่รู้เรื่องกับคนขายอีก เพราะตอนนี้น้าก็ยังไม่รู้เลยว่าโมเด็มแบบไหนถึงจะใช้ได้ ต้องลดความใจร้อน ไว้ไปถอดดูโมเด็มของโน้ตบุ๊คที่ทำงานออกมาดูให้แน่ใจก่อนดีกว่า

ยังไม่รู้จะไปไหนเหมือนเดิมสำหรับวันนี้ แต่พร้อมจะไปได้แล้ว เพราะรู้สึกคุ้นมากขึ้น แค่เลือกใช้ซับเวย์ที่เราต้องใช้ประจำเท่านั้นก่อน ไว้ปีกกล้าขาแข็งค่อยขยายเส้นทางไปเส้นอื่น แถวนี้มันมีที่ดูนกอยู่ที่หนึ่ง เป้นแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่คนเขาชอบไปกัน อาจจะไปก็ได้ ขึ้นซับเวย์ไปไม่กี่นาที ..อ้อ ซับเวย์พอมาแถวๆบ้านน้า มันไม่อยู่ใต้ดินแล้วนะ แต่มันขึ้นมาอยู่ข้างบน เป้นสกายเวย์แทน สายเดียวกันนั่นแหละ

คิดแล้วนึกอยากมีจักรยานสักคันเหมือนกัน ว่าจะลองปรึกษาเกรกอรี่ดู ว่ามันไปเอามาจากไหน แพงหรือเปล่า

เออ มีเรื่องปวดกบาลอีกอย่าง อูชิยามะซัง มันคอยถามอยู่เรื่อยว่าเขียนเรื่องอะไรๆ ที่ส่งๆมา รำคาญเหมือนกัน เมื่อวานพยายามจะอธิบายมันว่าเราเขียนเรื่องที่มันไม่หนักเกินไป ประเด็นหนักก็เขียนให้ไม่หนัก อะไรแบบนี้

อีกคนหนึ่ง ที่ดูแลโครงการวิจัยของอาซาฮี เน็ตเวิร์ก นั่งข้างๆกัน คนนี้ก็ดีเก่ง ภาษาอังกฤษเยี่ยมยอด แกต้องคอยดูแลเราด้วย อายุคงไล่เลี่ยกัน แกพยายามจะจัดตารางให้เราอยู่เหมือนกัน บอกว่าอยากเจอใครสัมภาษณ์ใครขอให้บอก ฟังกระทรวงต่างๆที่มันติดต่อแล้ว เฮ้อ นอกความสนใจทั้งนั้นเลย

เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ,มิติ เป็นต้น แหมน้าไม่อยากไปทำเรื่องการเมืองเรื่องซีเรียสอะไรแบบนั้น มันต้องไปดูอย่างพวกโกรกผม ส้นตึกระฟ้า ตามถนนแบบนั้นถึงจะเข้าแก๊ป

(เกรกอรี่ ยังบอกเลย หลังจากพิจารณาหน้าตานิสัยใจคอของน้าแล้ว แนะนำให้ไปเก็บข้อมูลวัยรุ่นพวกนี้มาเขียน พี่แกบอกว่า ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไปทำไม .... เกรกอรี่นี่อายุไม่มากนะ ยี่สิบกว่าๆเอง มันยังสงสัยเลยว่าพฤติกรรมวัยรุ่นญี่ปุ่นแปลกดี....ท่าทางพี่แกไม่จ๊าบเท่าไหร่ คงประเภทไม่ชอบ แต่ชอบดู ไปด้วยกันแกยังชี้ให้ดูส้นตึกระฟ้าเลย โห..บู๊ทอะไรทำไมมันสูงขนาดนั้น เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน ส้นน่ะเกือบฟุตนึงแน่ะ )

ยังไงก็แล้วแต่มันนัดคนกระทรวงต่างประเทศให้ แต่เป้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ พูดไทยคล่อง และ......เป้นผู้หญิง เดี๋ยวเจอกันวันอังคาร

คิดในใจว่า เอาก็เอา นัดมาเถอะ อะไรที่ไหนเมื่อไรได้ทั้งนั้น

คนพวกนี้ทำงานกันหัวปักหัวปำจริงๆ ไม่เห้นมันว่างมาเจ๊าะแจ๊ะๆ เลย ไม่เหมือนบ้านเราแฮะ เมื่อวานตอนที่อูเอโนะ พาไปร้านหนังสือและพากลับบ้าน(ส่งที่สถานีรถไฟ น่ะ อย่าคิดอะไรมาก) ยังบอกไปเลยว่า ทำไมทำงานกันหนักจัง แล้วไม่มีอารมณ์ขันเลย ไม่เหมือนที่ทำงานเรา ที่ประชาชาติ ประชุมข่าวกันยังหัวเราะลั่นทุกที

แต่นี่ไม่ใช่ภาพทั้งหมดนะ เพราะห้องทำงานของน้าตอนนี้มันอยู่ในส่วนของอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก ไม่ใช่กองบรรณาธิการมีกันอยู่แค่ ๕ คน อูชิยามะ เป้นหัวใหญ่สุด กับ ผู้ชายสองคนที่เคยพูดถึงไปแล้ว แล้วก็ อูเอโนะ กับ น้า เท่านี้เอง

ไม่ต้องสงสัยอะไร นะ เพราะจำชื่ออีกสองคนนั่นไม่ได้

ตอนนี้แปดโมงแล้ว .... กำลังกรึ่มๆ พอแก้ผ้าอาบน้ำได้ ไปละอาบน้ำกินข้าวแล้ววางแผน ลุย เสร็จแล้วจะมาเล่าใหม่ตอนเย็น

อาบน้ำกินข้าวเสร็จเรียบร้อย แต่งตัวตระเตรียมออกข้างนอก อากาศหนาวแต่ก็ไม่มากเท่าวันแรก ก็ยังหนาวอยู่ดีนั่นแหละ พบว่าเสื้อผ้าที่เตรียมมาน้อยเกินไป ร่างกายก็ระบมไปทั้งตัว เลยคิดว่าจะออกเดินสำรวจแถวๆนี้ และที่สถานีรถไฟ เอาเข้าจริงๆไม่ไหว หัวเข่ามีอาการเจ็บนิดหน่อย ขาก็แสนจะล้า เลยออกเดินไปทิศที่เกรกอรี่ชี้ให้ดูเมื่อวานว่ามีดิสเคาน์สโตร์ขายของถูกๆ เกรกอรีบอกว่าอยากได้อะไรกินอะไรไปซื้อที่นั่นดีที่สุด เพราะราคาถูก

เดินไปราวๆสักห้าร้อยเมตรก็เจอ ชื่อ ดี-มาร์ท ใหญ่พอสมควร มีหลายชั้นเสียด้วย ขึ้นไปเดินชั้นสอง ดูเสื้อผ้าราคาก็ไม่แพงนัก เล็งเสื้อยืดแขนยาวเอาไว้หนาพอสมควร ราคาราวๆตัวละหกร้อยบาท แต่ยังไม่ได้ซื้อ เพราะยังดูไม่ออกว่าเขาไปจ่ายเงินตรงไหน ฮา..

พยายามหยุดยืนดูตั้งนาน ก็ไม่เห็นมีใครเดินถือเสื้อออกไปจ่ายเงินตรงไหนเลย สักพักหมดความอดทนก็เลยเดินลงมาชั้นล่างสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตไปหนึ่งรอบ จากนั้นไปหยิบตระกร้ามา เริ่มปฏิบัติการช็อปปิ้ง

มองดูข้าวของแล้ว เออ...ราคาไม่ค่อยแพงจริงๆ นีถ้าทำครัวได้ละก็สบายโก๋เลยเพื่อนเอ๋ย

หยิบถั่วงอกมาถุงหนึ่ง ราคา ๑๒ บาท พอใส่มาม่ากินไปได้หลายมื้อเลยแหละ แล้วก็เดินไปหยิบผักสีเขียวเข้มๆที่เป็นแผ่นๆ ไม่รู้ว่าใช่สาหร่ายหรือเปล่า แบบที่เห็นในซุปญี่ปุ่นน่ะ ซื้อมาแพกหนึ่งกะไว้ใส่มาม่าเหมือนกัน

เดินไปยืนเล็งปลาดิบอยู่ตั้งนาน นึกอยากกินขึ้นมา แพกเล็กก็ราวๆร้อยบาท จับมันหมุนไปหมุนมา มองหาวาซาบิในกล่องไม่เจอ ก็เลยต้องวาง เพราะรู้ตัวว่าหาวาซาบิที่เป้นผงหรือเป้นหลอดเองไม่ได้แน่นอน ไม่กินก็ได้วะ เอาไว้ฝากคุณอูเอโนะ ซื้อให้สักหลอดก่อนค่อยซื้อมากินที่หอ

นี่เป้นของที่ต้องซื้อเตรียมเอาไว้สำหรับวันอาทิตย์พรุ่งนี้เพราะที่หอเขาหยุดวันอาทิตย์ ต้องหากินเอง

เดินต่อไปอีกหน่อยที่ชั้นขายน้ำผลไม้ สอดส่ายสายตาหาน้ำมะเขือเทศอยู่ตั้งนาน ได้มาสองกล่อง ๆ ละ หกสิบกว่าบาท ก็ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับบ้านเรา มันเขียนไว่ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่แน่ใจ...ไม่แน่ใจว่าใช่น้ำมะเขือเทศหรือเปล่าด้วย เพราะไม่มีภาษาอังกฤษ มีแต่รูปมะเขือเทศ ซึ่งใกล้เคียงกับรูปแอปเปิ้ลมากที่วางขายอยู่ใกล้ๆกัน ลองเขย่ากล่องดูยิ่งไม่แน่ใจใหญ่ เพราะลักษณะเสียงน้ำที่ได้ยินไม่ข้นควั่กแบบน้ำมะเขือเทศเลย

ก็คิดว่าช่างมัน น้ำแอปเปิ้ลก็กินได้ ถึงจะไม่ชอบก็เถอะ

เสร็จเรื่องของกินก็เดินต่อไปซื้อชามซุปใบใหญ่แบบญี่ปุ่น ไอ้ที่ข้างนอกสีดำข้างในสีแดง ราคาเจ็ดสิบบาท แล้วก็ถ้วยสาเกอีกสองใบใบละสามสิบบาท

เสร็จสรรพก็ออกมาจ่ายเงิน ที่นี่เขาดีนะ ส่วนที่เป้นถ้วยชามพนักงานเขาจะเอากระดาษหุ้มกันกระแทกห่อให้อีกที

ออกจากห้าง เดินต่อได้หน่อยเดียว รู้สึกว่าไม่ไหวเลยเลี้ยวเป็นวงกลมกลับหอ หลับไปสักพักตื่นมาราวๆบ่ายสาม เอาถั่วงอกใส่มาม่าไปชงน้ำร้อนกิน เติมพริกป่นที่ติดมาด้วยเพิ่มไปอีกหน่อย

ความจริงพริกป่นนี่ดูแล้วไม่จำเป้นเลย เพราะเดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นถือเป้นเครื่องปรุงชนิดหนึ่ง มีใส่กระปุกไว้บนโต๊ะตลอด ส่วนที่หอก็มีเป้นซอง ในซูเปอร์ที่เข้าไปดูมาก็มี ที่แปลกออกไปคือแบบหนึ่งเขาใส่เครื่องเทศเขียวๆปนลงไปด้วย ไม่รู้ว่าใบอะไรเหมือนกัน

อูเอโนะบอกว่าสาวๆญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ฮิตอาหารไทยที่มันเผ็ดๆ เธอบอกว่าเป็นพวกรักษาหุ่น ก็ไม่รู้เกี่ยวกันตรงไหนเหมือนกัน

กินมาม่าเสร็จก็ขึ้นมานอนต่อ หลับไปจนถึงค่ำลงไปกินข้าวเย็นอีก ...แม่บ้าน ดูเหมือนรอท่าอยู่เหมือนกัน พอเข้าไปในห้องอาหารก็รี่เข้ามาเลย มื้อนี้มีอะไรพิเศษแหงๆ ดูในถาด ใจชื้นเพราะมีอยู่นิดเดียว ปลาย่างซีอิ๊วชิ้นเล็กๆ ถั่วงอกยำกับพริกป่นราวๆช้อนคาวครึ่งในถ้วย ผักดองหยิบมือหนึ่ง และก็อะไรไม่รู้เป้นเมล็ดดำปี๋ รสชาติคล้ายเม็ดขนุนแต่ออกหวานหน่อย

กะว่าสบาายโก๋ แค่ตักซุปกะข้าวมาอีก จะซัดให้เรียบเลยเที่ยวนี้

ที่ไหนได้ แม่บ้านที่รี่เข้ามาน่ะ เพราะมื้อนี้มีของพิเศษ คือต้มอะไรไม่รู้ ชามเบ้อเร่อเลย วางบนเตาแก๊สเล็กๆ เธอมาเพื่อจะบอกวิธีจุดเตาแก๊ส ...ไม่ได้บอกหรอ จุดให้เลย ไม่ติดก็เรียกพ่อบ้านมาช่วยไม่ติดอีก ผู้ชายที่พักอยู่หอคนหนึ่งกำลังจะกินข้าวเย้นเหมือนกัน ลุกมาช่วยด้วยอีกแรง ไม่ติด ก็เลยไปยกเตาว่างๆอีกเตามาให้จุดติดพอเดือด ยังวิ่งเข้ามาปิดให้อีก เราอุตส่าห์หรี่ไฟลงเฉยๆให้มันอุ่น ดันปิดซะนี่

ผู้ชายร่วมหอพักคนเดิมยังตักซุปใฟ้อีก แล้วชี้ไปที่หม้อข้าว เราส่งภาษาใบ้กลับไปว่า อาหารเต็มโต๊ะแล้วเฮีย

ลุกไปกดเบียร์มากระป๋องหนึ่ง รินเบียร์ซด แล้วมองต้มชามใหญ่บนเตาอย่างปลงๆ ทารุณกันจังนะ ไอ้ต้มในชามขนาดนี้น่ะ ถ้าเป็นที่บ้าน เรากับลูกกินกันได้สองมื้อสบายๆ

รสชาติต้มออกหวานหน่อย คล้ายจับฉ่าย แต่ไม่ได้ใส่ซีอิ๊วดำๆ และไม่มีผัก นอกจากมันฝรั่งกับอะไรที่คล้ายกับหัวไชเท้า

แต่มันกลมๆยุ่ยๆพิกล นอกนั้นก็มีเต้าหู้สองแบบ กับพวก...เรียกกะไรดี ลูกชิ้นปลาก็แล้วกัน สารพัดแบบ เพียงแต่มันเป็นท่อนๆ

แบบลูกกลมก็มีอยู่ลูกหนึ่ง แล้วก็มีหนวดปลาหมึกยักษ์เสียบไม้อยู่ในชาม ไม่รู้ว่าเขาเสียบด้วยเหตุผลอะไร อีกดุ้นหนึ่งเป้นเต้าหู้ท่อนยาวหัวท้ายมน กัดเข้าไปไส้ตรงกลางเป็นปลาหมึก

อ้อ มีไข่ต้มอยู่ลูกหนึ่งด้วยในชาม

กินไปจิบเบียร์ไปสักพักอย่างอื่นๆเรียบหมด ยกเว้นไอ้ต้มในชามนี่แหละ เหลือบานตะไท กินไปอย่างละครึ่งชิ้นๆ ยกเว้นไข่ที่ไม่ได้แต่เลย

แม่บ้านดันเดินกลับเข้ามาล้างชามอีก จะรอให้แกเสร็จออกไปก็กระไรอยู่ ตัดใจยกถาดเอาไปเก็บ กลัวแกหาว่าอาหารไม่ถูกปากอีก แต่ก็ช่างมันๆๆๆ

อิ่มหนำสำราญแล้วก็ขึ้นมานอนต่อ

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก