บันทึกจากญี่ปุ่น

๕ เมษายน ๒๕๔๓

ซากุระ โปรเจค

ฝนเทลงมาตั้งแต่เช้ามืดจตนเย็นก็ยังไม่เลิกตก กรมอุตุฯของเขาแม่นดีจริงๆ สงสารดอกซากุระ มันเป็นดอกไม้ที่บานแล้วร่วงเร็วอยู่แล้วโดยปรกติ คือแค่อาทิตย์เดียว มาเจอฝนเข้าไป ไอ้ที่บานๆช้ำร่วงแน่นอน ที่ยังหุบๆก็รอดสันดอนไปได้ ไม่รู้ว่าโปรแกรมวันเสาร์ที่จะถึงนี้จะยังงามอยู่หรือเปล่า

ตื่นมาไม่เช้าเท่าไหร่ เพราะเมื่อคืนกว่าจะนอนก็เกือบตีสอง ลงไปอาบน้ำ แก้ผ้าเข้าไปโดยไม่ลังเลแม้ว่าจะมีคนอาบอยู่ในนั้น ชักชินแล้วแฮะ เอ็งแก้ได้ ข้าก็แก้ได้ ไม่เห็นจะแปลกเลย

พอดีวันนี้ต้องรีบด้วยเพราะตื่นสายนั่นเอง

อาบน้ำเสร็จก็กินข้าว ไม่มีอะไรน่าสนใจ รีบแต่งตัวเผ่นออกจากหอ ปรากฏว่าร่มที่ยืมจากสำนักงาน ยังใหม่อยู่เลย โดนมือดีฉกไป เลยต้องอาศัยร่มเก่าที่แม่บ้านเอามาให้ไปถึงโรงเรียนสิบโมงกว่าๆ

วันนี้ครูยูอิชิโร่สอน การสนทนาภาษาญี่ปุ่นในช่วงแรกเป็นไปอย่างราบรื่นๆ ถัดมาก็เริ่มบทใหม่ วันนี้ตะบันเรียนจบอีกบทแล้ว เหลือเวลาอีกแค่สามวัน มีอะไรก็อัดๆมาเถอะ น้ารับไหว แล้วไปตามทบทวนที่หลังได้

อ้อ เดี๋ยวนี้เวลาครูเขาเขียนบทกระดานเขาเลิกใช้ภาษาอังกฤษแล้วนะ แต่ใช้ตัวอักษรญี่ปุ่นเขียนเลย เพราะน้าอ่านได้แล้วนี่ ..โม้ ซะไม่มี

เมื่อวานถามโอโนะซังว่า ใช้เวลาเรียนตัวคันจิสักเท่าไหร่ถึงจะพออ่านหนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นได้ พี่อ้วนซึ่งเคยเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ฟิลิปปินส์ตั้งห้าหกปี บอกว่าราวๆสองปี แต่ถ้าเอาจริงเอาจังปีเดียวก็สบายแล้ว มีตัวหนังสือพื้นฐานอยู่ประมาณ

สักพันกว่าตัว ซึ่งจะทำให้อ่านหนังสือเข้าใจได้เจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

พี่เขาว่าที่เหลือก็เดาๆเอาได้

เอาก็เอาวะ น้าตกลงใจแล้วว่าจะอ่านมันออกให้ได้สิน่า เดี๋ยวไปหาหนังสือสอนตัวคันจิสำหรับผู้เริ่มต้นมา แล้วก็ดิกชันนารีสักเล่ม สู้เขาๆ

บอกโอโนะซังว่า คอยดูนะปีหน้าจะอ่านให้เฮียฟัง

เรียนเสร็จวันนี้ มากินบะหมี่ที่ทากาดาโนบับบา ร้านเดิม คราวนี้เอาแค่ร้อยบาท ได้มาชาม มีไข่ใส่มาด้วย แปลกดี วันก่อนโน้นเข้าไปตั้งร้อยสามสิบ ไม่เห็นมีโปรตีนมาด้วยเลยสักนิด

อากาศเย็น ซดบะหมี่เข้าไปร้อนๆ สบายดีจัง วันนี้กินเหลือน้ำก้นชามหน่อย ไม่ไหว จุกจัง

เสร็จจากนั้นก็นั่งซับเวย์ต่อเข้าสำนักงาน

หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน เริ่มมีซีรี่ส์เรื่องไอทีในญี่ปุ่นวันนี้ อูชิยามะซัง เลยให้อูเอโนะซังแปลให้ นี่เห็นง่วนอยู่ นึกด่าน้าไปในใจหรือเปล่าไม่รู้สิ

วันนี้ไม่มีอะไรทำ...ความจริงมีแต่ไม่ทำ

รอเวลาเย็นออกไปพบกับพวกซากุระ โปรเจค

โครงการนี้อยู่ที่เชียงราย เข้าใจว่าริเริ่มโดยชาวญี่ปุ่นที่เป็นช่างภาพ ไปช่วยสงเคราะห์ชาวเขาเรื่องที่เรียนที่อยู่บนดอยนั่นแหละ โดยหาทุนจากญี่ปุ่นไปช่วยในลักษณะแบบพ่อแม่บุญธรรมหรือฟอสเตอร์ แพเรนต์

ช่วงนี้เขาพาเด็กชาวเขาห้าหกคนมาญี่ปุ่นเพื่อพบปะกับพ่อแม่บุญธรรมแล้วก็ตระเวณดูความศิวิไลของญี่ปุ่น

ความจริงน้าไม่ค่อยชอบแนวทางการช่วยเหลือแบบนี้สักเท่าไหร่ มันไงไม่รู้

ก็ยังไม่รู้ปรัชญาของเขา ต้องไปคุยก่อน

เลิกจากงานก็ขึ้นแท็กซี่ไปกับยามาอูชิซังตามเคย ไปสำนักงานลูเซนต์ เทคโนโลยี แถวรอปปองจิ ซึ่งเป็นย่านบันเทิงที่มีชื่อเสียง (สมัยก่อนทางด้านนั้นๆน่ะ สมัยนี้เขาว่ามันเปลี่ยนไป) เป็นย่านที่ต่างชาติอยู่กันเยอะมาก

เด็กชาวเขาคนแรก เป็นสาวน้อยอาข่าที่อาศัยทุนจากซากุระ โปรเจคมาตั้งแต่ชั้นมอหนึ่ง ตอนนี้ผ่านปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว กำลังจะขึ้นปีสอง ชื่อ มาริสา

แหมดีใจ เจอคนพูดภาษาไทยกันบ้าง อีกคนเป็นผู้ชายรุ่นเดียวกับมาริสา ชื่อ เสา เรียนปีหนึ่งรามคำแหง

เข้าไปในห้องประชุมก็เปิดฉากการสัมภาษณ์ พอดีมีผู้ชายคนไทยอีกคนทำงานกับลูเซนต์ที่นี่แหละ แต่แกท่าทางฟังคนอื่นไม่ค่อยเข้าใจ แบบคนจับประเด็นไม่ถูกน่ะนะ ก็ยังดีแกช่วยแปลการคุยภาษาไทยของน้าให้ญี่ปุ่นคนอื่นๆฟัง ซึ่งก็มีพ่อแม่บุญธรรมของมาริสา พนักงานลูเซนต์สามคน แล้วก็คนของซากุระ โปรเจคอีกสองคน

ได้รู้เรื่องเพิ่มขึ้นจากเด็กๆสองคนนี้ เพราะคนที่จะให้ข้อมูลโครงการจริงๆว่าคิดอะไรยังไงไม่ได้มา

ก็เลยไม่เล่าให้ฟังละนะ สรุปแค่ว่าเขาหาทุนจากญี่ปุ่นให้เด็กชาวเขาได้เรียนหนังสือ รุ่นเด็กตั้งแต่ป.๑ -ม.๖ นี่มาอยูหอที่เขาทำไว้ในเชียงรายเลย ส่วนมหาวิทยาลัยก็ไปอยู่หอเอาเอง

เป็นวันที่เพลินดีมากเลยทีเดียว เด็กสองคนนี้พ่อแม่บุญธรรมไม่ให้ไปไหนๆกับเด็กชาวเขาที่มาด้วยกันสี่คน ก็ได้อยู่แต่ในโตเกียว

สายตาบอกความดีใจที่ได้เจอกัน

เพราะเหตุว่า เด็กไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่บุญธรรม เขาก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เป้นใครก็ต้องอึดอัด แถมยังเด็ก ไม่ได้อิสระแบบน้าที่จะร่อนไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ

มาริษานั้นยังดีกว่า เพราะเธอเป้นเด็กผู้หญิงน่ารักน่าเอ็นดู น้าว่าชีวิตซึ่งแม้จะพูดกันไม่รู้เรื่องที่บ้านก็ยังไม่กระไรนัก แต่เสานี่สิ ใครมาดูดวงตาเขาแล้วจะรู้สึกเลยว่าเขากำลังแย่เต็มที อยากกินอาหารไทยนั้นก็หนึ่ง การพูดกันไม่รู้เรื่องนั้นก็อีกหนึ่ง

ตอนจากกันในสถานีรถไฟฟ้านั้น เขาอยากจะให้ผมตามไปส่งถึงบ้านด้วยซ้ำ แต่เรามันไม่ไหวเพราะอดนอนเมื่อคืนมากไปหน่อย

ให้เบอร์โทรศัพท์ที่หอกับทั้งสองคนไว้ เผื่อมีอะไรจะได้โทรศัพท์มา แต่ลืมบอกว่าให้โทรฯตอนดึกๆหน่อย

อีกอย่างที่คิดว่าเด็กๆดูไม่ค่อยมีความสุขนักก็เพราะไปไหนมาไหนในวันที่ดครงการไม่มีโปรแกรมก็ต้องไปกับพ่อแม่บุญธรรม โถ คนแก่ไม่รู้ใจหรอกว่าอยากจะดูจะเห็นอะไร

มันต้องวัยระดับน้าถึงจะรู้

ลองแย็บถามพ่อบุญธรรมของมาริสาไปว่าเป้นไปได้ไหมถ้าจะขออนุญาตพาเด็กไปเดินดูอะไรต่ออะไรเล่นในวันที่ว่างๆสักวัน

คุณลุงแกแกล้งทำท่าคิดหน่อยหนึ่งแล้วบอกว่า ไม่สะดวก

แปลว่าไม่ได้ไง

ผมหันไปบอกเด็กสองคนซึ่งหน้าเศร้าลงไปเยอะหลังรู้คำตอบว่า ความจริงเขาห่วงเรื่องความปลอดภัยมากกว่าเรื่องอื่นๆ

อยู่ๆจะให้ใครที่ไม่รู้จักพาไปไหนต่อไหนได้ยังไง

คืนนี้กลับมาถึงหอพัก กะว่าอาจจะได้เจอกับน้ำ ฟ้า และแม่บ้าง เพราะหลังเช็งเม้ง ก็ต้องไปรวมกันที่บ้านลุงแสร์เขา จะได้เฮียร์มี กันหน่อยเป็นฝูง

แต่กว่าจะถึงบ้านก็สามทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว

เลยเวลาปรกติ ก็เลยไม่แน่ใจว่าน้ำไม่ออนไลน์ หรือว่า ออนไลน์แล้วตอนน้ายังไม่กลับ

ทั้งที่ยังเพลียเพราะวันก่อนนอนดึกมาก แต่ก็ยังไม่รีบนอน ยังคุยไอซีคิว กับพิมพ์งานต่ออีกนานเป็นชั่วโมงเหมือนกัน

พี่จูนให้ฟังเพลง อเมริกัน ไพน์ เวอร์ชั่นของมาดอนน่าที่ส่งมาเมื่อวาน ..แหะๆ จำเป็นต้องฟัง ฟังแล้วไม่ชอบเลยดนตรีมันไงไม่รู้ แถมเพลงยาวๆเหลือสั้นจู๋

น้าบอกให้พี่จูนไปโหลดต้นฉบับของดอน แมคลีนมา ๘ นาที แต่จริงๆแล้วนานกว่านั้น ดีเจคนนี้น่ารักซะไม่มี ขอเพลงได้ด้วย รอรับเพลงที่พี่จูนโหลดมาส่งต่ออีกทอดหนึ่งแล้วก็เข้านอน

วันต่อไป

เมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก