ซากสงครามนิวเคลียร์
บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ 
วางแผน บอมบ์  

ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัว ไปกินข้าว เที่ยวนี้
เป็นบุฟเฟ่ ฝรั่ง ผสมญี่ปุ่น กินเสร็จแบบสบายๆ  จากนั้นออกจากโรงแรมไปอีกโรงแรม 
ไปฟังเขาพูดกันเรื่องต่อต้านนิวเคลียร์เหมือนกัน  ตอนไปถึง ผู้หญิงฝรั่งอเมริกันคนหนึ่ง
จาก ซีดาร์ รัฐยูทาห์ ขึ้นมาพูด พร้อมกับฉายสไลด์
	ก็ทำให้เรามาคิดว่า ทุกวันนี้ภัยนิวเคลียร์มันก็ยังมีอยู่  มันไม่ใช่จาก
สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเดียว  ที่ซีดาร์  เป้นที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของไอ้กัน  
ชีวิตไม่ได้มลายไปฉับพลัน แต่ผลต่อเนื่องมันตามมาเยอะ ทั้งต่อคนที่เป็นโรคสารพัด
จากกัมันตภาพรังสี  พืช สัตว์  โดนไปหมด
	แล้วเขาโยงให้เห็นว่า ตราบใดที่มันยังมีนิวเคลียร์ ตราบนั้นชีวิตก็ต้องสังเวย
ให้มัน ตั้งแต่ขุดเอาแร่ขึ้นมาจากพื้นดินไปทุกขั้นตอน แต่ไม่หยุดกันนะครับ ทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุด
	ครอบครัวของเธอและคนที่นั่นคือของจริงที่บอกด้วยตัวเอง ญาติพี่น้องตาย
ไปเพราะมันหลายต่อหลายคน
	กลุ่มของเธอเป็นกลุ่มเล็กๆ ชื่อ ซิติเซ่น คอล รณรงค์ต่อต้านและ
คัดค้าน รวมทั้งเรียกร้องค่าชดเชย ร่วมกับกลุ่มอื่นๆอีกมากมายทั้งในและต่างประเทศ 
	ในอเมริกานี่มันยอมออกกฎหมายชดเชยให้ แต่มันไม่เลิกทำ
	ก็แปลกดี
	ฟังจบก็ออกมา ไปแลกนามบัตรเอาไว้นิดหน่อย  เผื่อติดต่อกันวันหลัง 
	จากนั้นก็จับแท็กซี่ไปอนุสรณ์สถานฮิโรชิม่า  เป็นพิพิธภัณฑ์สร้างขึ้น
บริเวณซากตึกทำการของเมืองที่เหลืออยู่หลังเอ-บอมบ์ มันเหลือซากเป็นโครงๆ
อยู่ไม่กี่ตึกหรอกครับ  ทั้งเมืองน่ะ
	คนเยอะแยะมากมายจริงๆ เดินดูไปเรื่อยๆ  ก็เหมือนพิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่น
โดยทั่วไป อาศัยไฮเทคเข้ามาช่วยด้วย
	มีมุมจอคอมพิวเตอร์ ให้คนกดอ่าน เลือกภาษาได้ราวๆยี่สิบภาษา รวมทั้งภาษาไทย
	มีเครื่องเทปภาษาอังกฤษให้เช่าเสียบหูฟังตอนเดินไปตามห้องด้วย 
	เช่ากับเขามาเครื่องเหมือนกัน แต่เดินตามทากากิซังไม่ไหว มันเร็วมาก 
จนหมดห้องแล้ว เทปเพิ่งตามมาได้ไม่ถึงครึ่ง
	ออกจากที่นี่ก็ไปกินข้าวกลางวัน แล้วกลับมาโรงแรม บ่ายโมงกว่าออกไปอีก 
ขึ้นแท็กซี่ไปที่ท่าเรือ ขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามฟากไปเกาะนิจิยามะ ซึ่งเป็นเกาะปากประตูของฮิโรชิม่า 
มารู้ที่หลังว่าเกาะนี้สำคัญหลายอย่าง แต่ไแน่ะ ไม่ได้ดูอะไรหรอก พี่ทากากิเขาจะไปว่ายน้ำทะเล
	พอไปถึงก็เรียกแท็กซี่ไปชายหาดที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุดของเกาะ  น้าสังเกตุดู
น้ำทะเลแล้ว ปล่อยพี่เขาไปเล่นคนเดียวดีกว่า
เดินไปหามุมสงบริมสระน้ำใกล้ชายหาด นั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ 
	ที่เกาะนี้มีแปลกอยู่อย่าง  ตามสวนสาธารณะ ตั้งแต่ลงจากท่าเรือ เรื่อยๆมาจนถึง
ที่ชายหาด เขาเลี้ยงสัตว์ชนิดหนึ่ง เหมือนเลี้ยงหมาเลย คือ ปล่อยให้มันอยู่อย่างอิสระ
	คืออะไรรู้ปะ 
	กวางน่ะ ...กวางดาวเสียด้วย
	นั่งอ่านหนังสืออยู่ดีๆ มีคนแก่มากคนหนึ่ง 
เดินถือไม้เท้าย่องแย่งมาช้าๆ มานั่งเก้าอี้ริมสระใกล้น้าๆ 
แกนั่งลงแล้วก็หยิบของกินออกมา  ลมพัดแรง หมวกแก
เลยหล่นลงมาจากเก้าอี้ กับถุงพลาสติคเล็กๆอีกใบ แกยืน
ขึ้นช้าๆ ก้มลงเอามือเท้าเก้าอี้ ท่าทางทรมานพิลึก
	น้าเลยกระโดดแผล็วไปหยิบให้แก  แกบอก  
สุมิมาเซ็น แล้วนั่งลงต่อ สักเดี๋ยว ยายอีกคนเดินมาอีก 
เดินมาหาตา หมวกมันก็ปลิวไปอีก กับ ถุงพลาสติค
ลูกเดิม เที่ยวนี้ไปไกล แล้วแกไม่รู้ตัว น้าก็ลุกขึ้นอีก 
วิ่งไล่หมวกกับถุง ยายแกมองแบบสงสัย พอได้หมวกกับ
ถุงพลาสติคก็เอาถึงยัดใส่หมวก แล้วเดินไปหาแก ไม่พูดอะไร
แต่ยกกระเป๋าแกขึ้น แล้ววางหมวกลงไป เอากระเป๋าทับ  
	คราวนี้คุณยายส่งยิ้มให้ 
	กลับมาเข้าที่อ่านหนังสือต่อ ยายกะตา
ก็กินอะไรกันไปเรื่อยๆจนอิ่มหนำแล้ว 
คุณยายด็ส่งเสียงมาอีก สุมิมาเซ็น พร้อมกับยื่นกล้องถ่ายแล้วทิ้งมาให้ 
	ช่วยถ่ายรูปให้หน่อย..ว่างั้นเถอะ
	น้ารับกล้องมาเล็งๆ	 แล้วยิงเปรี้ยงไป ไม่ค่อยดี หมุนฟิล์มใหม่แล้วถ่าย
อีกหนึ่งรูป เสร็จแล้วก็ยื่นกล้องคืนไป ตากับยายเก็บของ พร้อมกับขอบคุณใหญ่  ก่อนเดิน
ไปหันมาถามอะไรก็ไม่รู้ยาวเชียว
	น้ายิ้มตอบไปอย่างเดียว ฟังไม่รู้เรื่องนี่หว่า น่าเสียดาย
	อ่านหนังสือต่ออีกสิบหว่านาทีก็ไปรอทากากิสังขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า 
ขึ้นเรือกลับ
	มีเวลาเหลือห้านาที พี่เขาชวนเดินไปซื้อของที่ระลึกว่ะ บ้าดีพิลึกไอ้หมอนี่
	มันจะไปทันได้ยังไง  แต่มองๆไปไม่มีหรอกที่แบบนั้น ก็เลยเปลี่ยนใจมาขึ้น
เรือเฟอรี่ข้ามฟากกลับ ขากลับนี่ขึ้นรถรางกลับราวๆยี่สิบนาที
	ไปลงกลางเมืองฮิโรชิม่าเลย แล้วเดินไปโรงแรมไม่ไกลเท่าไร
	ทากากิซังก็ตามฟอร์ม เดินเบ๊อะบ๊ะไปเรื่อย อ้อมมันเล่นๆ แบบไม่ได้ตั้งใจจะอ้อม
	เข้าโรงแรมชำระสะสางร่างกาย ออกไปกินข้าวเย็นต่ออีก เที่ยวนี้ออกไว 
หกโมงเย็นไปกินๆๆๆๆ จนพี่เขาเมา แต่เราไม่
ออกจากร้านก็แยกย้ายกันเดินคนละทาง สำรวจดูเสียหน่อย
	กลับโรงแรมนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ไปงานพิธี
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก