บันทึกจากญี่ปุ่น

๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓

เจมหมี...เอิ๊ก

เอิ๊ก นี่ เอิ๊ก แบบคนเมา ไม่ใช่หัวเราะแบบแม่กูก้อยเขานะครับ สะโหลสะเหลไปที่ทำงานตอนเที่ยง สะพายคอมพิวเตอร์กับถึงใส่ของฝากลูกชายและลูกสาวไปด้วย กินข้าวกินปลาแล้วมานั่งเปิดคอมพ์อย่างว่างๆ ไม่มีอะไรจะทำ มีแต่ไม่อยากจะทำ เอาไว้ทำวันอื่นตอนไฟจี้ก้น

นั่งคิดแผนไปด้วยว่าจะไม่มาทำงานได้ยังไงอีกสองวันพรุ่งนี้กับมะรืน

คือมาสำนักงานมันก็ไม่มีอะไรจะทำน่ะ

หกโมงเย็นวันนี้มีนัดกับเจมหมี หัวหน้าข่าวต่างประเทศของประชาชาติธุรกิจ มาเกือบเดือนจนเธอจะกลับอยู่แล้วถึงได้มีโอกาสเจอกัน

ใกล้เวลานัด บอกทากากิซังว่า เดี๋ยวจะไปเจอน้องจากเมืองไทย แล้วถ้าเธอว่างพรุ่งนี้กับมะรืนจะพาเธอไปเที่ยวเขาเสียหน่อย

เสร็จง่ายดาย ไม่มีปัญหา เขาถามว่าไปพักยังไงที่ไหน น้าบอกไม่ต้องห่วง อั๊วไปมาแล้ว รู้จักดี

หอบสังขารขึ้นซับเวย์ไปเจอเจมหมีที่อาโอยามะ เดินคุยกันไปหาร้านอาหารตอนหกโมงเย็นกว่าๆ ปะเข้ากับร้านสุขุมวิท เป้นร้านอาหารไทย

เข้าไปนั่งกันสองคน พนักงาน ก็คงเจ้าของร้านนั่นแหละ เป็นคนญี่ปุ่น พูดภาษาไทยได้เสียด้วย

เอาเมนมาดูแล้วสั่งอาหารมาสามอย่าง ผัดพริกแกงไก่ใส่กระเพรา ,ยำกุ้งสด และ ไข่เจียวหมูสับ

พร้อมกับเบียร์กิรินขวดใหญ่

เขาแถมอาหารว่างคือข้าวเกรียบกุ้งทอดมาให้สี่ห้าแผ่น

นั่งคุยกับเจมหมีอย่างออกรสชาติ

นินทาญี่ปุ่นกันเพลิน เกรงเจ้าของร้านจะได้ยินเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เบียร์ทำให้ไม่เป็นไร

น่าอิจฉาเจมหมีที่มีเพื่อนฝูงเยอะแยะ ไม่เหมือนเราโดดเดี่ยวเดียวดาย เธอไปไหนมาไหนแทบทุกวันตามโปรแกรมเขา แต่เรา ไม่มีโปรแกรมอะไรเท่าไร

ข้อสังเกตุของเรากับเจมหมีตรงกันหลายเรื่อง คือคนญี่ปุ่นนี่มันเก็บกด และมันกดผู้หญิงมาก มากจริงๆ ต้องยอมรับ ไม่เหมือนเมืองไทยหรอก ผู้หญิงบ้านเรายังสามารถนำผู้ชายได้ในหลายเรื่อง

เรื่องเกย์นี่ก็อีกอย่าง บ้านเราเดินไปไหนเดี๋ยวก็เจอเข้าจนได้ไม่ยาก แต่ในญี่ปุ่นนี่ ยากครับ ยากที่จะเจอ ไอ้ตอนนี่หนังเบสบอลฉายในบ้านเราแล้วหนังสือพิมพ์ลงข่าวกันทั่วโลก

พี่ยุ่นในที่ทำงานยังมาคุยกับน้าเรื่องนี้ แล้วถามว่าบ้านเราไม่ดิสคริมิเนชั่นเหรอ

น้าว่าเราก็อาจจะยังไม่ยอมรับทั้งหมด แต่เรายอมที่จะปล่อยให้มันมีได้ อยากเป็นก็เป็นเถอะเรื่องของเอ็งไม่ใช่เรื่องของข้า โดยส่วนตัวไม่ชอบหรอก แต่ยอมรับได้ที่คนเขาจะเป็น

เจมหมีบอกว่าไปเที่ยวบาร์เกย์ด้วย หวายอิจฉา สมัยเด็กๆอยู่บ้านนอกไม่คอกหน้า มีกระเทยในตลาดอยู่แก๊งหนึ่งสรามสี่คน คนหนึ่งเป็นพี่ชายของเพื่อนเราเอง คนหนึ่งขายน้ำแข็งใส และอีกคนหนึ่งขายห่อหมก

คนที่ขายห่อหมกนี่หน้าตาเหมือนโผล่มาจากป่าช้าตอนดึก

เจอกันทีไรพี่เขาจับน้านวดทุกที นวดแบบโบราณนาว้อย แม่เขาทำห่อหมกขาย แล้วยังเป็นมือนวดประจำจังหวัดเสียด้วย ลูกเลยได้วิชามา

น้าเลยได้นวดฟรีประจำ ฮ่าๆ อาศัยรูปหล่อ แม้พ่อไม่รวย

เห็นไหมทั้งที่โดยส่วนตัวเราไม่ชอบคนผิดเพศ แต่เราก็ยอมรับได้ พวกเขาไม่ได้ผิดสักหน่อย สังคมต่างหากขีดเส้นเอาไว้

เพลินคุยกับเจมหมีไปเรื่อย สั่งเบียร์ขวดใหม่มาเรื่อยๆ ฝีมือทำกับข้าวร้านนี้ใช้ได้เลย แต่เพลินเบียร์ไปหน่อย เลยกินเหลือทุกอย่าง

โอ๊ะโอ่ เป็นได้ยังไง นั่งคุยกับสาวน้อยสองต่อสองเป็นเวลาสี่ชั่วโมง จนเลยเวลาร้านปิด แต่เขาไม่ไล่หรอก เอานิสัยไทยๆไปใช้กับร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น ไม่เป็นไรๆ ร้านเหล้าญี่ปุ่นเขาก็เงียะแหละ

มันอยากแด๊ก ก็ให้มันแด๊กไปจนตาย

สี่ทุ่มครึ่ง ประมาณนั้น จำไม่ค่อยได้ มันเมา

เดินแบบขาลอยๆไงไม่รู้ ไปขึ้นซับเวย์เพื่อจะกลับบ้าน เอ๊ะ วันนี้โลกหมุนแปลกๆ แล้วทำไมออกจากร้านมาสี่ทุ่มครึ่ง นี่นาฬิกาบอกว่าห้าทุ่มครึ่ง

เอ๊ะ เดี๋ยวถอดโยนทิ้งเสียเลยนาฬิกานี่ ก็เดินมาไม่ถึงสิบนาทีเอง

เอ๊ะ แล้วทำไมจะเที่ยงคืนแล้ว คนในรถใต้ดินยังแน่นยังกับปลากระป๋อง แต่ก็ดีเข้าไปแล้วจะได้ไม่ล้ม

กลับมาถึงหอจนได้ เที่ยงคืนกว่าๆ

นาฬิกาก็เดินแปลกๆ โลกก็หมุนแปลกๆ

เอิ๊ก

อ้าว...นี่นัดเจมหมีไว้วันศุกร์จะไปเที่ยว แล้วงานก็ต้องทำให้เสร็จพรุ่งนี้ แล้วแผนเที่ยวก็น่าจะมั่วๆ เริ่มบ่ายสอง มันจะไหวเหรอว้า

โดดเอาหัวทิ่มที่นอนแล้วค่อยว่ากันใหม่ดีกว่า

เอิ๊ก

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก