บันทึกจากญี่ปุ่น

๖ เมษายน ๒๕๔๓

ครอบครัวหรรษา

วันเวลามันผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ เผลอประเดี๋ยวเดียวมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งเดือนกว่าแล้ว วันนี้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่น รู้สึกจะเป็นวันแรกที่นักเรียนต่างชาติชุดใหม่เริ่มมาเรียนกัน วุ่นวายพอสมควร หนักกว่านั้นก็คือ ครูผมม้า คนที่อาทิตย์ก่อนมาเที่ยวเมืองไทย บอกว่า เมื่อคืนโขมยบุกโรงเรียน

ทุบกระจกประตูแล้วยกตู้เซฟไป

น้าบอกว่าโชคดีในนั้นมีเงินแค่สองหมื่นเยน หรือ ราวๆ หกเจ็ดพันบาท

คุณครูแย้งว่า แต่มันเสียความรู้สึก ทำให้ไม่ไว้ใจเด็กๆ จะสอนหนังสือกันได้ยังไงถ้าไม่ไว้วางใจกัน

ความจริงน้าไม่คิดว่าเป็นฝีมือเด็กเท่าไร เพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีการขนข้าวขนของกันวุ่นวาย มีคนเอาของมาส่งเยอะแยะเต็มไปหมด เท่าที่ดูข้าวของบางส่วนดูเหมือนจะเป็นของของพวกเด็กที่จะมาเรียนที่นี่นั่นแหละ เขาคงรับผิดชอบให้ เพราะพวกนี้มากันยาว เรียนภาษาแล้วก็หาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอะไรของเขาต่อไปอีก

บทเรียนวันนี้ เป็นบทเรียนที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น และซับซ้อนขึ้น เสียดายจังน่าจะมีเวลาเรียนต่ออีกสักเดือน

เรียนเสร็จก็กลับมาสำนักงานนั่งทำงานแบบโงหัวไม่ค่อยจะขึ้น พร้อมทั้งเขียนบันทึกของเมื่อวานไปด้วย เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็โน่น หกโมงเย็นแล้ว ต้องรีบกลับมาทำงานต่อที่หออีก

ทำงานแล้วก็ออนไลน์ไปด้วย กะว่าวันนี้คงได้พูดจากันด้วยเสียงกับครอบครัวพ่อแม่ลูกที่ตอนนี้ไปอยู่กันที่นาเกลือ

สามทุ่มครึ่งของที่ญี่ปุ่น หรือ ทุ่มครึ่งของเมืองไทย น้ำก็ออนไลน์มาทางไอซีคิว

ดูมันดิ เข้ามา เราก็ทำเฉยๆ มันก็ไม่ยอมทักแฮะ

พอน้าทักกลับไป มันตอบกลับมาว่ายังไงรู้ปะ

มันตอบว่า พ่อ โหลดเกมเสร็จแล้ว ทำไมมันขึ้นว่าฟุล แล้วเซฟไม่ได้

ดูเอาเต๊อะ ลูกที่เราแสนจะคิดถึง

คุยกันทางแป้นพิมพ์ไปสักพักพัก น้ำก็บอกว่าคุยกันด้วยเสียงทางเฮียร์มีเถอะ เข้าใจว่ามีคนอื่นอยากได้ยินด้วย ก็เลยปฏิบัติการเข้าเฮียร์มี ฟอร์ ไอซีคิว

บอกลูกชายไปว่าอาทิตย์หน้าพ่อจะไปดูภูเขาไฟปะทุที่ฮอกไกโด คงหนาวตายเพราะเพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันยังมีหิมะอยู่ ขอเขาไปก็ไม่ได้นึกถึงมาก่อน

มันก็แค่อือกลับมา

ท่าทางห่วงพ่อน่าดูเลยจริง

แม่ก้อยเข้ามาคุยต่อ ดูเหมือนหงุดหงิดไงไม่รู้ บอกว่าอย่าบ้าบิ่นกับภูเขาไฟนะ แล้วบอกว่าลูกชายไม่รู้เรื่องอะไรเลยกับภูเขาไฟที่ฮอกไกโด เพราะวันๆเล่นแต่เกม ไม่รู้ข่าวคราวอะไรในโลกนี้ทั้งนั้น

เจ้าน้ำเข้ามาแทรก ไม่จริงๆ เล่นน้อยกว่าฟ้าอีก

เอาละสิครับ พ่อมาอยู่ไกลถึงญี่ปุ่น ติดต่อกลับมานึกว่าจะได้คุยกันประสาพ่อแม่ลูก ร่าเริงสนุกสนาน กลายเป็นทะเลาะกันเข้าไปอีก

เอ หรือว่านี่คือประสาพ่อแม่ลูกปกติประจำวัน

คุยกันไปหลายอย่าง ปะทะข้ามโลกกันไปด้วยทางเฮียร์มีนี่แหละ เบื่อๆ ก็เลยพยายามบอกให้ฟ้ามาคุยด้วย แม่หนูก็ไม่ยอม น้ำฟ้องใหญ่เลยว่าเอาแต่เล่นเกมอยู่

ปกติได้ลูกสาวเป็นกำลังหนุนเวลาโดนถล่ม คราวนี้โดดเดี่ยว

แม่เขาฟ้องมาอีกว่า ฟ้าได้เกรดสี่หมด ยกเว้นภาษาอังกฤษ ได้สาม คะแนนเกือบจะหล่นลงไปที่เกรดสอง

น้าได้ทีเลยบอกว่า ก็มันไม่ค่อยได้เล่นเกมที่บ้านน่ะสิ ภาษาอังกฤษเลยอ่อนลง

ฮ่าๆๆ มาเล่นกะน้าได้ไง

ปัญหาก็คือ ตอนนี้เกมที่คุณน้ำเธอขนมาใส่คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นอีมูเลชั่น ที่จำลองคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นเครื่องเล่นวิดิโอเกม เพลย์สเตชั่นมั่ง เซก้า หรือ เกมบอย มั่ง

เพราะฉะนั้นเกมส่วนใหญ่ก็เลยเป็นเกมจากญี่ปุ่น มีแต่ภาษาญี่ปุ่น

แม่เลยประชด (ทำไมไม่รู้) ว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรียนมัธยมไปเอกสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นเลย

โด่ ลูกสาวเพิ่งจะอยู่แค่ปอสามขึ้นปอสี่ เล่นประชดล่วงหน้าหลายปีเลย

แล้วยังกะว่ามันสนใจฟังที่พูดงั้นแหละ

คุยต่อไปอีกสักพักก็เลิกรา เรียกฟ้ามาซาโยนาระ คุณเธอไม่ยอมลุกจากเกม ใช้วิธีหันหน้ามาตะโกน บ๊าย บาย

น้องน้ำเป็นคนบรรยายภาพกึ่งฟ้องกึ่งหมั่นไส้ ตบท้ายด้วย เนี่ยพ่อดูสิ เล่นแต่เกม

อำลาจากเฮียร์มีกับครอบครัวอย่างไม่ค่อนรื่นรมย์เท่าไรนัก ก็เลยทำงานต่อแล้วเสวนากับพรรคพวกทางไอซีคิว มีอยู่คนหนึ่งบอกว่านั่งร้องไห้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ..เฮ้อ น้ายุให้ร้องไปจนหมดแรงเลย

เหมือนขุดมันทิ้งน่ะ ไม่ต้องไปกลั้น

สักพักไอ้พิมสุดสวยเข้ามา บรรยากาศเลยดีขึ้นเยอะ แถมคราวนี้มาแบบไม่บ่นจนฟังไม่ทันจนกว่าเจ้าตัวจะหายอยากแล้วก็ไปอีกด้วย

ไม่ใช่เธอสวยหรอก เธอจะแต่งงานเดือนพฤษภาคมนี้แล้วกับชายหนุ่มแสนอดทน ซึ่งเจอกันครั้งแรกทางอินเทอร์เน็ต ก่อนจะพัฒนามาถึงขั้นนี้

ไอ้พิมทำให้บรรยากาศดีขึ้นก็เพราะ น้าถามเรื่องการทำกับข้าวด้วยไมโครเวฟไป อยากกินไข่เจียว

เนื่องจากเกิดมาเคยใช้ไมโครเวฟสองสามที ตอนไปซื้อพิซซ่าในคอนวีเนียน สโตร์ แล้วอุ่นให้ลูก

หมอกุ้งสอนวิธีทำต้มจืดด้วยไมโครเวฟมาก่อนแล้ว

คราวนี้หนูพิมสอนวิธีทำแกงซึ่งเหมือนกัน กับ วิธีการทำผัดผักอีก

แล้วก็อำลาจากกัน ดึกได้ที่ น้าก็จัดการกับต้มจืดแตงกวาหมูบะช่อ หั่นแตงเป้นชิ้นๆลงไป ใช้ช้อนจัดการหมูสับให้มันดูเหมือนเป็นลูกกลม ยังไงมันก็ไม่กลมหรอก ไม่ได้ใช้มือปั้นนี่หว่า

ใส่ซุปไก่คะนอร์หนึ่งก้อน โรยพริกไทย กระเทียม ลงชั้นล่างเอาไปเข้าไมโครเวฟ

มีวงเหล้าของคนแก่สองคนอยู่ในห้องอาหาร

คนหนึ่งเขารู้จักน้า พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่เขาเมาจนเซแล้ว ทักทายและแนะนำตัวกับอีกคนหนึ่งซึ่งมาจากฮอกไกโด พอต้มจืดเสร็จ ก็อุ่นข้าวสวยต่อ หลังจากนั้นกลับขึ้นห้อง

โซ้ยซะเรียบน่ะสิ

อร่อยดี

ไม่ดีตรงลืม ดิสคอนเนค อินเทอร์เน็ตก่อนลงไปทำกับข้าวอีกแล้ว

จนเลยอะ...จนแน่ๆ

วันต่อไป

เมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก