บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๖ สิงหาคม ๒๕๔๓ 
รำลึกนิวเคลียร์บอมบ์

วันนี้ต้องออกแต่เช้าเพื่อไปงานรำลึก ๕๕ ปี 
นิวเคลียร์บอมบ์ฮิโรชิม่า  อนุสรณ์สถานอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไร ที่เดียวกับ
พิพิธภัณฑ์ที่ไปมาเมื่อวันแรกนั่นเอง สถานที่ค่อนข้างใหญ่ คนก็เต็มไปหมด 
แดดร้อนเปรี้ยงดีเหลือเกิน ที่นั่งที่เข้าไปนั่งดันมีป้ายบัง เลยไม่เห็นอะไรมากนัก
	แต่มันก็ไม่มีอะไรเท่าไรหรอก มีคนออกมาพูด เอาดอกไม้ไปวาง 
นายกฯโมริก็มา แกพักที่โรงแรมเดัยวกับน้านั่นแหละกว่าจะเสร็จพิธีก็เกือบสองชั่วโมง 
นั่งบื้อตากแดดไป ฟังอะไรเขาไม่รู้เรื่อง มองอะไรก็ไม่เห็น ทากากิซังก็ไม่ช่วย
บอกหรืออธิบายอะไรบ้าง มันชี้โน่นนี่ไปตามฟอร์ม  ไอ้ที่ไม่เป็นประโยชน์เลยนั่นแหละ
	น่ารำคาญอีกอย่างก็คือมันชอบทำเสียง ฮ่าซซ... อ้าา ....ฮื่อซซซ...อะไรแบบนี้
ตลอดเวลา ทำนองว่าร้อน ทั้งวันนั่นแหละ เวรกรรมจริงๆ  แถมเดินยังกับไล่ควาย
อีกต่างหาก
	เสร็จพิธีของเขาไม่มีอะไรกินอกกินใจเลย ออกเดินวนเวียนนิดหน่อย
ไปทางด้านหลัง เพื่อไปดูตึกทำการเมืองฮิโรชิม่าเก่าที่เหลือซากอยู่หลังถูกบอมบ์  
	ทากากิซังนี่เป็นมนุษย์พันธุ์ไม่ค่อยสนใจรายละเอียดของพวกนี้  
สนแต่เตรื่องกินกับเรื่องกีฬา พี่แกเดินดูพรวดๆไปงั้นๆ เราจะอ่านข้อมูลมั่งก็
ไม่ค่อยทัน  พอเสร็จจากที่นี่ก็ไปหาข้าวกลางวันกิน
	มื้อนี้เป็นบะหมี่อีก พ่อจอมชี้เขาชอบกินบะหมี่  แล้วก็กินสไตล์ญี่ปุ่น 
ส่งเสียงโฮกฮาก...ฮ่า ซู่ ตลอด 
	กินเสร็จกลับโรงแรม ตามแผนของพี่เขาคือ เราต่างคนต่างไป ไม่มี
โปรแกรมอะไรแล้วนี่ ...แหมไอ้...จะพาไปไหนต่อไหนหน่อยก็ไม่ได้  ดันมาถาม
อีกว่ามีแผนอะไร
	จะไปมีแผนอะไรวะ แผนที่ภาษาอังกฤษยังไม่มีให้เลย แล้วตูจะไปไหนได้
	แต่ก็นั่นแหละ ไอ้เสือไว้ลาย ออกไปเดินเล่นเอาก็ได้นี่ เดี๋ยวเดินไปมันก็รู้
ทางเอง เก็บเกี่ยวทิวทัศน์เอาเฉยๆก็ได้ 
เข้าโรงแรมเปลี่ยนเสื้อผ้า นุ่งกางเกงขาสั้น แล้วออกไปเดิน
	อ้อ ลืมบอกไป ทากากิซังไปร่วมพิธีรำลึกเมื่อเช้าน่ะ พี่แกล่อกางเกง
ขาสั้นไปเลยนะ ติดปลอกแขนนักข่าวอาซาฮี ชิมบุนเสียด้วย  หมอนี่ไร้รูปแบบจริงๆ
 พับเผื่อย ดูจากคนที่ไปร่วมงานซึ่งมีมากมายแล้ว เขาก็แต่งตัวกันธรรมดา ๆ  
ถึงจะไม่หลากสีสันมากเท่าอย่างโอกินาว่า แต่ก็ไม่เป็นพิธีรีตรองนัก 
	ออกจากโรงแรม มันไม่มีที่จะไปเอาจริง เพราะไม่รู้ นอกจากเดินไป
ถนนสายช็อปปิ้งของเขา เดินดูข้าวของไม่มีอะไรที่น่าสนใจหรือน่าซื้อเลย ดูมันดาดๆพิกล
	สุดท้ายเลยเข้าไปร้านหนังสือ ที่นี่มีร้านมารูเซ็ง  มีแผนกหนังสือต่างประเทศ
ชั้นสาม พอขึ้นไปก็เจอดิสเพลย์ แฮร๋รี พอตเตอร์ เลย ไอ้หนูวัยสิบสองใส่แว่นขี่ไม้กวาด
น่ารักเชียว
	ไปได้หนังสือมาอีกสองเล่ม “แบล็ค เรน” เล่มหนึ่ง กับอีกเล่ม เป็นหนังสือ
ที่เขาคัดเอาวรรณกรรมเยาชนรอบทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษนี้มาใส่ไว้  เข้าท่าน่าอ่าน 
บ้านเราน่าจะมีใครทำแบบนี้บ้างกับวรรณกรรมเยาวชนไทย เป็นหนังสือนำทางอย่างยอดเยี่ยม 
	เพลินอยู่กับร้านหนังสือเข้าร้านนี้ออกร้านโน้น
	ร้านหนึ่งเขาไม่ได้ขายหนังสือต่างประเทศ แต่มีสเตนด์แบบหมุนได้แอบ
อยู่ตรงมุมหน้าร้าน มีหนังสือต่างประเทศอยู่บ้าง  เขายอดเยี่ยมเลย เพราะเอาหนังสือ
ที่เกี่ยวกับฮิโรชิม่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์มาวางๆเอาไว้เกือบทั้งหมด
 แม้กระทั่ง วรรณกรรมเยาวชนที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น หนูน้อยซาดาโกะกับนกกระเรียน 
ฉบับภาษาอังกฤษ มีหลายเวอร์ชั่น
	บางร้านเท่าที่เห็น เขาไปขุดเอานิตยสารไทมส์ หรือ นิวสวีก ที่ทำฉบับ
ครบรอบ ๕๐ ปีนิวเคลียร์บอมบ์ หรือของเมื่อ ๕ ปีที่แล้วออกมาวางขายด้วย
	ออกจากร้านหนังสือก็เดินดูไปเรื่อยๆ มาเวลาหลายชั่วโมง
	มาเล็งๆดูตึกรามข้างนอก  ฮิโรชิม่านี่ไม่ใช่เมืองที่น่าเดินเล่นเลย 
นอกจากรถรางซึ่งมีเสน่ห์หน่อยแล้ว อย่างอื่นๆมันกลายเป็นแบบเมืองใหญ่ทันสมัยไปหมด 
	แตกต่างไปจากในดตเกียวก็คงคนเยอะแยะที่มาเดินๆในสองสามวันนี้เป็นคน
มาจากที่อื่น นักท่องเที่ยว พวกมารำลึกสงครามนั่นแหละ
	แล้วก็มีพวกเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพโหวกเหวกอยู่ตามถนน 
	ไม่รู้ว่าในวันธรรมดาสภาพเมืองมันจะเป็นอย่างไร เดาเอาว่าน่าจะ
คล้ายๆโตเกียว
	เสียดายที่ไม่มีโอกาสขึ้นรถรางดู...แต่เอ เมื่อวันแรกที่ไปเกาะนั่น ขากลับ
เรานั่งรถไฟเข้ามาถึงกลางเมือง  หรือที่จริงมันก็รถรางแต่สายที่นั่งมันยาวหน่อย เพราะ
เข้ามาในเมืองมันก็วิ่งรางของรถรางนั่นแหละ คงใช่
	หมดแรงกลับนอนพักที่โรงแรม หลับไปตื่นอีกทีก็ทากากิซังมาปลุกให้ไปกิน
ข้าวเย็น
	มื้อเย็นทิ้งท้ายด้วยอาหารชื่อดังของฮิโรชิม่า  เรียกว่าอะไรไม่รู้   ขนมเบื้องหมี่ผัด
	ต้องอธิบายโดยละเอียด ร้านไม่ใหญ่นัก มีโต๊ะเล็กๆให้นั่งแค่สามโต๊ะ หรือจะเลือก
นั่งตรงหน้าโต๊ะซึ่งเป็นกระทะของพ่อครัวไปด้วยก็ได้ ร้อนดี น้ากับพ่อขี้ร้อนก็นั่งตรงนี้แหละ
	นั่งจิบเบียร์ดูเขาทำอย่างเพลิดเพลิน  ขั้นแรกเขาหยอดแป้งสาลีลงบนโต๊ะ
หรือกระทะ คือทั้งโต๊ะยาวๆนี่มันเป้นกระทะร้อนๆนะ ใช้พายละเลงแป้งให้เป้นแผ่น
บางกลมๆ แล้วเอาผักมากองไว้ข้างบนแป่นแป้ง ถั่วงอกเป้นส่วนใหญ่   เอาหมูที่เหมือน
กับเบคอนแผ่นบางๆยาวประมาณห้านิ้ววางบนยอด แล้วพลิกกลับให้แป้งมาอยู่ด้านบน 
จากนั้นก็เลื่อนมาให้พ่อครัวอีกคน
	คนนี้เอาเส้นบะหมี่ที่ลวกแล้วมาวางบนกระทะเป็นกองๆ  ผัดๆผลิกๆไปเรื่อย 
จนผิวนอกบางส่วนก็ไหม้ พอได้ที่ก็เอา ไข่ตอกลงกระทะ แล้วเอาหมี่ไปทับไว้  
ช้อนเอาแป้งกับผักไปวางในจานให้แป้งอยู่ด้านล่าง เอาหมี่วางไปข้างบนไข่แล้ว
ช้อนไปใส่ในจานทับผักลงไป 
	จากนั้นเขาก็เอาน้ำซอส ดูเหมือนจะปรุงมาจากซีอิ๊วหวาน 
ซอสมะเขือเทศอะไรแบบนี้ราดไปข้างบน แล้วเสิร์ฟ 
	เอาละลงมือกินได้ อร่อยไปอีกแบบ คล้ายผัดหมี่ แต่มีแผ่นแป้งซึ่งทำให้กิน
แล้วคล้ายขนมเบื้อง 
	แต่มันเยอะกว่าน้าจะกินหมด โอ้โฮ พ่อทากากิซังสั่งมาอีกจานใหม่ คราวนี้
เปลี่ยนเป็นเส้นอูด้งแทน แกบอกว่าอร่อยดี 
	อิ่มตื้อแล้วก็แยกย้ายกันเดินอีก
	พรุ่งนี้เช้าต้องไปฮาคาตะ  อยู่ที่ไหน ไปทำไมก็ไม่รู้  เขาไม่บอก เราก็ไม่ถาม 
	ไปไหนก็ไปได้ทั้งนั้นแหละขอรับกระผม
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก