บันทึกจากญี่ปุ่น

๗ เมษายน ๒๕๔๓

ขาลาก

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่เมื่อคืนทำซ่าไปหน่อย กว่าจะนอนเข้าไปตั้งตีสอง เป็นคืนที่สามติดต่อกันแล้วที่นอนดึกมากๆ ตื่นเช้าหกโมง แต่ท่าทางไม่ไหวแลยนอนมันต่อไปเรื่อยๆจนเกือบเก้าโมงถึงได้ตัดสินใจบอกลาที่นอน ว่า..ทิ้งฉันเถอะ ปล่อยฉันไป

ลงไปจะอาบน้ำ เห็นมีคน ก็เลยเลี้ยวเข้าห้องอาหารไปกินข้าว หยิบถาดอาหารออกมา มีปลา ผัดผักประเภทแครอต หัวไชเท้า (ชื่อฟังแปลกๆนะ)รสชาติหวานๆ กับกิมจิผักกาดชืดๆ

วันนี้สายผิดปกติ คุณป้าที่ดูแลหอพักอยู่ที่นี่ นั่งอยู่โต๊ะติดกัน กำลังตรวจตารางคนสั่งจองอาหารอยู่ คงสงสัยร้องถามมา

เป็นภาษาญี่ปุ่น ครั้งแรกไม่ทันได้ฟัง หันไปทำหน้าแปลกๆ ป้าแกเลยถามมาอีกที ชิโกโตะ ยาซือมิ เดส ก๊ะ

"อิเยะ อิเยะ" รัวเลย ตอบผิดแกรมม่าสาด้วย เปล่าครับ ๆ ไม่ได้หยุด

แกถามมาว่าวันนี้หยุดงานเหรอน่ะ

กินข้าวอย่างรีบเร่งแล้วไปอาบน้ำ กว่าจะเดินออกจากหอก็เก้าโมงครึ่ง เกือบสิบโมงขึ้นซับเวย์ ไปถึงโรงเรียนเกือบสิบเอ็ดโมง สายโด่งเลยครับ

วันนี้คุณครูตัวใหญ่สอน ซ้ำของเดิมอีกหน่อย แต่มันรีบเร่งจนงงๆเหมือนกัน

เรียนเสร็จ เธอพาไปดูถนนนาคาโนะใกล้ๆโรงเรียน ซึ่งเต็มไปด้วยซากุระบานสะพรั่งตลอดสายราวๆ ห้านาที แล้วกลับมาร่ำลาครูๆและพนักงานของโรงเรียนอีกทีก่อนจะบ๊ายบาย จบหลักสูตรแล้ว ที่เหลือไปเรียนต่อเองนะ

ครูยูอิชิโร่ ซึ่งเป็นครูใหญ่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าอย่าเลิกเรียนนะ เรียนต่อไปเรื่อยๆ

บ๊ายบาย

ออกเดินจากโรงเรียนด้วยหัวใจอิ่มเอิบ อืมมม ดอกไม้บานสะพรึบสะพรั่งอย่างนี้ มีอิทธิพลกับหัวใจคนมากเลยนะ ถนนสายนี้ความยาวราวสองกิโลเมตรครึ่ง สองฟากถนนเต้มไปด้วยซากุระที่กำลังบาน

วันนี้เป็นวันที่ซากุระของสายนี้บานเต็มที่ที่สุด

ถ่ายรูปมาเพียบ แต่ในกล้องดิจิตอลตัวเล็กเท่านั้น แล้วจะส่งมาให้แฟนานุแฟนได้ชมกัน

มันงามจริงๆ ไม่แพ้ดอกคูนที่กำลังสะพรั่งในบ้านเราหรอก

ใครนึกภาพไม่ออกว่าซากุระบานเป็นยังไง ก็ดูเอาจากดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ตอนมันแข่งกันบาน แบบถนนสายประสาชิเวศน์หนึ่ง ปากซอยมติชนน่ะ สีสันมันคล้ายๆกัน แต่ลำต้นกิ่งก้านมันต่างกันมาก

เดินไปถ่ายรูปไปเพลินดี ตรงสวนสาธารณะข้างทาง คนเยอะไปหมด เหมือนงานวัดเลย มีเวทีคล้ายๆเวทีงิ้วด้วย แต่เล็กกว่า มีร้านมาขายของ คนปูผ้านั่งกันเต็ม พวกนี้จองที่เอาไว้ก่อน เพราะวันที่มันบานเต็มที่แบบนี้เขาจะสนุกกัน มีร้องเพลงมีอะไรหลายอย่าง

เดินๆไปสักพัก ก็หมดซากุระบาน ไอ้พวกร่วงแล้วนี่เขาตัดกิ่งก้านมันจนเหี้ยน ถ่ายรูปไว้ให้ดูเหมือนกัน

ไปถึงสถานีรถไฟนาคาโนะ แล้วก็เดินต่อไป เพื่อจะหาวัดจิกันจิ ที่จะมีงานสงกรานต์ในวันที่ ๑๖ เมษายนให้เจอ เดินไปตามทิศใต้ จากที่ดูในแผนที่เมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ทิศกับถนนมันไม่ได้ทางเดียวกันน่ะนะ

เดินไปๆ ไอ้นี่มันตะวันตกนี่หว่า ก็เลยเลี้ยวเลาะ หาทางใต้ให้ได้

เราน่าจะผิดเองมากกว่า พระอาทิตย์คงไม่ผิดหรอก

ดูเลขถนนไปด้วย หาเลขสามไม่เจอ เจอแต่ห้า สี่ แล้วก็ เจ็ด เอาละ ตอนนี้รู้แล้วว่าดูเลขถนนยังไง แต่ก็ปลงนะ เดินมาสองชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดเลย ยังไม่มีทีท่าว่าจะเจอ

หาทางกลับดีกว่า แต่จะกลับทางเก่าเสียเลยก็กระไรอยู่ ลองไปถนนใหญ่เส้นใหม่ดู เดินตามทิศที่คิดว่าจะกลับไปถึงสถานีนาคาโนะได้

ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เจอวัดหนึ่ง ไม่มีป้ายเขียนอะไรเกี่ยวกับสงกรานต์ ป้ายชื่อวัดก็เป็นตัวคันจิ อ่านไม่ออก แต่ดูวัดแล้ว สไตล์มันน่าจะโอเค มีเจดีย์ด้วย แต่พื้นที่เล็กจนไม่น่าจะจุคนได้สองพันคนเลย

วนๆในวัด แล้วก็สรุปว่า ไม่ใช่แน่แฮะ

ก็เลยตั้งหน้าเดินต่อไปอีกสักห้านาที บนเสาไฟฟ้ามันมีเลขถนน และชื่อถนน ใช่นี่หว่า ก็เลยเดินย้อนกลับไปดูอีกที

เลยวัดไปหน่อยเพื่อตรวจสอบเลขที่

ไม่พลาดแน่

พอแน่ใจก็เดินต่อกลับสถานีนาคาโนะ คิดว่าต้องเดินไปให้เจอสี่แยกแล้วเลี้ยวซ้าย เดินไปอีกครึ่งชั่วโมง เจอสี่แยกใหญ่จริงๆ

คนละแยกแน่นอน ตรงนั้นมีสถานีรถไฟใต้ดินชื่อนาคาโนะด้วย แต่มันมีต่อท้ายว่า ซากากูเอะ

เอาละสิตู

ยังไงก็แล้วแต่ เจอสถานีรถไฟแล้ว นั่งๆไปเดี๋ยวมันก็ต่อไปได้เอง ไม่น่ามีอะไร น้าก็เลยเดินลงใต้ดินไป สถานีนี้มีรถไฟอยู่สายเดียวชื่อ มารุโนชิ สำรวจแผนที่ดู มันพากลับไปทากาดาโนบับบาได้ แต่ต้องไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีข้างหน้า ไปชินจูกุ ก็ได้ คุ้นด้วย หรือจะไปถึงกินซ่าเลยก็ได้ ไม่ต้องเปลี่ยนขบวน

หยอดเงินซื้อตั๋วแบบจ่ายเงินต่ำสุดแค่ร้อยหกสิบเยน กะจะไปลงชินจูกุ แล้วเปลี่ยนขบวนไปทาดากาโนบับบา กลับทางเดิม พอลงที่ชินกูจุ ก็เอาแผนที่ซับเวย์มาดูใหม่

เส้นทางดูเหมือนว่าจะนั่งซับเวย์สายนี้เข้าไปได้ถึงกินซ่าโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกแล้วนี่หว่า เพิ่งรู้จักวิธีลักไก่ ก็เลยขึ้นสายเดิมต่อมาต่อที่กินซ่าอีกสองสถานีก็โผล่ฮิกาชิ กินซ่า เดินเข้าสำนักงาน

ถึงสำนักงานราวๆสี่โมงครึ่ง

น่องบวมเลยเพ่

สรุปแผนที่การเดินออกจากโรงเรียนเพื่อหาวัดจิกันจิแล้วกลับมาขึ้นซับเวย์ให้ดูนะ เอากระดาษเอสี่มาแผ่นหนึ่ง จรดดินสอลงตรงด้านล่างค่อนไปทางขวานิดเดียว แล้วลากเส้นขึ้นไปข้างบนแบบเอียงขวา ราวๆเกือบสามในสี่ของกระดาษก็หักเลี้ยวขวาขีดเส้นโค้งอ้อมให้เป็นคล้ายๆรูปกระบวย

รูปมันจะออกมาคล้ายเครื่องหมายคำถามนั่นแหละ แต่ไม่ขมวดเข้ามากลมอยู่ข้างใน

สามชั่วโมงกว่าน่ะครับที่เดินไปตามเส้นที่ว่านี้ แล้วยังนั่งรถไฟต่อ เดินมาสำนักงานอีก

ถึงสำนักงานเจอรองผู้อำนวยการของอาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก เพิ่งกลับมาจากออสเตรเลียเพื่อรับตำแหน่ง เขากำลังเตรียมโปรแกรมไปฮอกไกโดให้ ตกลงว่าไปวันอังคารที่ ๑๑ เมษายน ค้างสองคืน

แปลว่าต้นฉบับที่ต้องทำล่วงหน้าส่งกลับมาเมืองไทยก่อนหยุดสงกรานต์ น้าต้องทำให้เสร็จก่อนวันจันทร์ที่ ๑๐ เมษายน

เหลือเวลาแค่สามวัน พรุ่งนี้วันเสาร์ก็มีโปรแกรม วันอาทิตย์ก็มี

สับสนเลยครับท่านพี่

หกโมงเย็นรีบขนของกลับหอ ต้องกลับมาทำงานต่อ

อิจฉาใครบางคนที่นั่งพับเพียบอยู่ที่บ้าน ไม่ทำอะไรเล้ย แถมคุยไปคุยมาหมดอารมณ์หนีไปอาบน้ำอีก

วันนี้พี่จูนส่งเพลงชื่ออะไรจำไม่ได้มาอีกเพลง ผู้หญิงร้อง เพราะดี แต่ตอนแรกดีเจออนไอซีคิวงอนนิดหน่อย เพราะส่งบทความไปให้อ่านมีอ้างอิงถึงนิดหน่อยว่าถูกยัดเยียดเพลงใฟ้ฟัง แหมแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง

ไม่มีดีเจจูน เหงาตายเลย

ก่อนจะออกไป หมอกุ้งเข้ามาถามว่าชอบกินไข่ตุ๋นไหม มันก้ต้องชอบอยู่แล้ว ที่ญี่ปุ่นนี่เขาก็กินไข่ตุ๋นกันนะ รสชาติเหมือนกันเด๊ะ แต่เขาไม่ใส่ต้นหอม ไม่มีหมูสับ ไม่มีกระเทียมเจียว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปสั่งกินได้ยังไงด้วยอีกต่างหาก

หมอกุ้งบอกวิธีทำด้วยเตาอบไมโครเวฟ ดูเหมือนง่ายดี ทำไมไอ้พิมบอกซะน่ากลัวจนไม่คิดอยากจะทำกินเลย

เที่ยงคืนกว่าแล้ว ลงไปทำแกงจืดแตงกวาหมูสับเหมือนเดิม เอาข้าวไปอุ่นด้วย เจอผู้จัดการหอหนุ่ม แกทำงานล้างโน่นเช็ดอยู่ สักประเดี๋ยวก็เข้ามาคุย ถามว่าบะหมี่เหรอในเตาอบ

แกถามเป้นภาษาอังกฤษนะ แต่น้าตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น เริดไหม แถมยังคุยโม้ด้วยภาษาญี่ปุ่นต่อ เรื่องซากุระบานสะพรั่งที่ไปเดินดูมาวันนี้ "โทเทโมะ คิเรคัตตะ เดส" สวยมาก

ถามแกด้วยว่าไปดูมามั่งหรือเปล่าวันนี้

ฮ่าๆๆ คุณผู้จัดการทึ่งน้าเลย บอกว่าโอ้โหพูดได้ขนาดนี้เลยเหรอ เก่งนะ เรียนเดือนเดียว

ชอบอะ เวลามีคนชม

แต่ถึงไม่มีคนชม ก็ชมตัวเองได้ ชมแล้วมีความสุข

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก