บันทึกจากญี่ปุ่น

๘-๙ มีนาคม ๒๕๔๓

วันนี้ไม่มีอะไร

วันนี้เป็นวันที่ผ่านไปธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ออกจากหอแต่เช้า ไปถึงโรงเรียนเร็วกว่ากำหนดนิดหน่อย เลยเดินไปถ่ายรูปร้านขายรองเท้าแถวนั้นแล้วจะจัดการส่งให้ดู ดูแล้วอย่าเผลอคิดว่าเป็นเมืองไทยล่ะ หลังจากเรียนเสร็จก็กลับมาที่ทำงาน ไม่ได้กินข้าวกลางวันอีก

ความจริงร้านอาหารเขาดูน่ากิน ทั้งข้าวทั้งบะหมี่ และอื่นๆ ราคาก็ไม่แพง แต่ร้านในเมืองเล็กแบบนี้ท่าทางจะยุ่งยากในการสั่งกินเป็นอันมาก ตอนนี้เริ่มพูดญี่ปุ่นได้บ้างนิดน่อย แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ยังฟังเขาพูดมาไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ

ส่วนร้านในโตเกียวนั่นก็เป็นสไตล์ที่น้าไม่ชอบเลย ดูยังไงไม่รู้ (เรื่องมากมั้ย) ส่วนไอ้แคนทีนหรือห้องอาหารที่ทำงาน ก็ยังไปเองไม่ถูก สรุปง่ายๆว่าไม่ได้กิน และที่แท้ไม่มีอารมณ์จะกินมากกว่า

โกรธอากาศที่นี่มาก ไม่นึกว่าจะหนาวขนาดนี้ เตรียมเสื้อผ้ามาน้อยเกินไป

เดินจากสถานีไปที่ทำงานก็ราวๆกิโลหนึ่งมั้ง เหนื่อย กลับไปคงแข็งแรงเพราะเดินเยอะ

อ้อ วันนี้มีข่าวรถไฟสายฮิบิยะ ชนกัน เป็นครั้งแรกที่อุบัติเหตุซับเวย์แล้วมีคนตาย นสพ.กรอบบ่ายลงว่าตายสองคน พอกรอบบ่ายกว่ามาอีก เพิ่มเป็นสามคน

ฮิบิยะ ไลน์ นี่ก็เป็นสายที่น้าต้องนั่งทุกวัน ขากลับจากโรงเรียนตอนบ่ายต้องมาเปลี่ยนจากโตไซไลน์เป็นฮิบิยะ ไลน์ ประมาณสองสถานี เท่านั้น ไอ้ที่มันชนกันเป็นสถานีที่เลยไปอีกราวๆสักสิบสถานี และเป็นตอนเช้าเก้าโมงครึ่ง ไม่เกี่ยวกับเรา

ถึงที่ทำงานวันนี้ เอาโน้ตบุ๊คออกมา ลองต่ออินเทอร์เน็ต ได้ไอเดียจากที่เขียนเมล์ถามเข้าไปในกลุ่มเมล์ไทย แล้วดูเหมือนคุณรุ่งโรจน์จากภูเก็ตจะตอบมา แต่เราเข้าไปแก้คนละแบบกับที่เขาบอก ปรากฏว่าใช้ได้

วันนี้ก็เลยเริ่มต่อเน็ตจากที่ทำงานทำเอาคนอื่นๆหลายคนในเมืองไทยแปลกใจ ว่าทำไมออนไลน์ตอนกลางวันได้ ต่อจากนี้ค่าโทรศัพท์ใช้อินเทอร์เน็ตก็คงลดลงไปได้เยอะ ลงมาเหลือสักราวๆเดือนละสามพัน ก็ใกล้เคียงกับค่าเน็ตตอนอยู่เมืองไทยนั่นแหละ

หยิบเอาหมายเลขโทรศัพท์ของอาซาฮี เน็ตในต่างประเทศ มันมีหลายประเทศเลย ปรากฏว่าในเมืองไทยก็มีตั้งสามเบอร์ ถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชียด้วยกัน ญี่ปุ่นมันคงอยู่เมืองไทยกันเยอะด้วยละมั้ง

กะว่าหลังกลับเมืองไทยจะยังไม่ยกเลิกสมาชิกอาซาฮี เน็ต ลองใช้จากเมืองไทยดู ถ้าเกิดความเร็วดีและความแออัดมันไม่มีละก้อ สบายน้าเลย จ่ายค่าเน็ตแค่เดือนละพันบาท ใช้ได้ตั้งร้อยห้าสิบชั่วโมง ส่วนเกินมันก็คิดชั่วโมงละแค่ไม่กี่เยน ค่าโทรศัพท์บ้านเราก็แค่สามบาทต่อครั้ง

นั่งใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลสำหรับการงาน แล้วคุยกับพี่ๆน้องๆสามสี่คนพอหายอยาก ก็เลิก หันมานั่งทบทวนบทเรียนภาษาญี่ปุ่น วันที่หนึ่งถึงสิบของมันโคตรจำยากเลย ตอนนี้ยังจำไม่ได้สักวันหนึ่ง แล้วก็ท่องพวกวันอาทิตย์ถึงเสาร์อีก ก็ยังจำไม่ได้

เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเองไปจนหกโมง หันมาส่งอีเมล์อีกหน่อย แล้วก็กลับบ้าน

วันนี้เป็นวันอากาศหนาวทารุณมากตอนขากลับ ลมเย็นยะเยือกมันพัดรุนแรงตัวปลิวตามลมเลย

เดินไปก็โกรธตัวเองไป เพราะดันไม่ได้ใส่เสื้อข้างในไว้ด้วย หนาวซะไม่มี ทำไมประมาทชีวิตอย่างนี้ก็ไม่รู้

กลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลีย ซดสาเกนั่งพิมพ์คอลัมน์สองชิ้น ต่อเน็ตไม่เจอลูกเมียเลยวันนี้ สักพักเดียวก็ปิดไปนอนกะว่าสักสี่ทุ่มค่อยลงไปกินข้าว เพราะสั่งเอาไว้ล่วงหน้า

----------------

บันทึกจากญี่ปุ่น

เริ่มพลิกแพลง

๙ มีนาคม ๒๕๔๓

-----------------

ปรากฏว่าเมื่อคืนหลับเป็นตายไปจนตีสี่ ตื่นขึ้นมา พยายามหลับต่อ หัวมันมึนๆ ท้องก็หวิวๆ ไม่ได้ไปกินข้าวตอนสี่ทุ่มอย่างที่ตั้งใจ

หกโมงมุดกลับเข้าผ้าห่มอีก ตั้งนาฬิกาเอาไว้ แปดโมงกว่าๆ ปรากฏว่าตื่นขึ้นมาตอนเก้าโมงเช้า โอ้โห วันนี้ไปโรงเรียนไม่ทันแน่ รีบอาบน้ำแต่งตัวไปกินข้าว แล้วจ้ำอ้าวออกจากหอ

ไปถึงโรงเรียนราวๆเกือบห้าโมง อาการไม่สู้ดีนัก วันนี้ครูคนใหม่มาอีก ทบทวนบทเรียนเก่าแล้วต่อบทใหม่ ครูบอกว่าพรุ่งนี้ให้มาเช้ากว่าปรกติ เพราะเขาจะมีงานรำลึกอะไรของเขาไม่รู้

เสร็จจากเรียนตอนเที่ยงครึ่ง ก็ขึ้นรถเลยไปอะคิฮาบาระ เมืองอิเลกทรอนิกส์ ของญี่ปุ่น ไม่เข้าที่ทำงาน เพราะรู้สึกตัวเองว่าวันนี้อาการแย่เต็มที แต่ไม่น่าจะกลับบ้านทันที ไปเดินดูเก็บข้อมูลอะไรเสียหน่อย

ตอนนี้ชักเริ่มคุ้นกับการเดินทางแล้ว ไปก็ไม่หลงเพราะดูเป็น แต่ยังหยอดเงินซื้อตั๋วไม่เป็น เพราะมันเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด

เดินในอะคิฮาบารา เสียฉ่ำ ราวๆสามชั่วโมง ดูโน่นดูนี่ ฮ่า พอไม่เข้าสำนักงานแล้วตีปีกอยู่เรื่อย

มีอยู่ตอนหนึ่งไปเจอพวกอาสาสมัครขอบริจาคเงินช่วยคนโรคเอดส์ในไต้หวันกับจีน เฮ้อ ขนาดพูดกันไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ยังจกเงินให้เขาไปพันเยนจนได้ ตูละกลุ้ม

ลองตระเวณดูตามร้านที่ขายเครื่องเล่นเกม เพื่อจะดูเพลย์สเตชั่นสอง มันขาดตลาดไปตั้งแต่สามวันแรก เพราะชิปของโตชิบ้าผลิตให้ไม่ทัน

คุณภาพของภาพที่ออกมาบนจอ ขอให้นึกถึงทอยสตอรีก็แล้วกัน มันหย่อนกว่านั้นลงมาหน่อย เท่าที่ดูๆ คนมุงดูกันเยอะเหมือนกัน บางร้านเขาเอาออกมาตั้งหน้าร้านให้ลองเล่นด้วย ถ่ายรูปมาสองสามรูป

ซอฟต์แวร์เพลย์สเตชั่น สอง มีขายอยู่พอสมควร ปรากฏว่าคนซื้อกันเป็นว่าเล่นเลยแฮะ ซื้อกันทีหลายๆแผ่นด้วย ราคาก็ไม่ได้ถูกนัก

เดินไปเดินมาจนเกือบทั่ว สอดสายตาดูร้านอาหารก็ไม่ถูกใจเท่าไร มีรถตู้ขายอาหารคล้ายๆคนขายหน้าตาออกละตินอเมริกาผู้หญิงกับผู้ชาย ยี่ห้อของมันคือ สตาร์ โดเนอร์ คีบเปอร์ เขามีเนื้อวัวย่าง ท่อนเบ้อเร่อ ขนาดโอ่งใบเล็กๆ เสียบไม้หมุนๆอยู่ ผู้ชายก็ลับมีดแล้วเฉือน ผู้หญิงเป็นคนทำแป้งแแผ่น แล้วยัดไส้เนื้อกับอะไรต่ออะไรเข้าไปในนั้น ซอสก็มีให้เลือก เสร็จแล้วเอากระดาษหุ้มเปิดข้างบนไว้ เห็นบางคนก็ยืนกินมันข้างถนนเลย

น้าไปยืนดูอยู่ตั้งนานจนคนขายมองแบบแปลกๆ มันพูดอะไรก็ฟังไม่รู้เรื่อง ก็เลยเดินออกมา

ก่อนจะถึงสถานีรถไฟขากลับ ผ่านร้านแม็คโดนัลด์ แวะเข้าไปซื้อชีสเบอร์เกอร์มาอัน ซื้อแล้วก็ทุเรศตัวเอง อาหารมีมากมายก่ายกองไม่กิน ดันมากินแฮมเบอร์เกอร์ ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่ากันเลย

แต่แม็คโดนัลด์มันก็ดีตรงที่พูดภาษาอังกฤษกับคนขายได้

ความจริงน้าก็ถามราคาเป็นเหมือนกันนะ คอเดวะ อิคูรา เดสก๊ะ อันนี้ราคาเท่าไร

แต่เชื่อได้ว่าเวลาเขาตอบมาก็ไม่รู้อยู่ดี เพราะฟังเสียงตัวเลขไม่ออก ค่าแมคโดนัลด์วันนี้ ก็ ซังยักคิฮัทชิยู้เอน

หมายถึง สามร้อยแปดสิบเยน

ได้ชีสเบอร์เกอร์มา ซดโค้กหมดแก้ว ยัดเบอร์เกอร์ใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท ลงสถานีรถไฟ ขึ้นฮิบิยะไลน์กลับมาที่สถานีคายาบัคโช แล้วต่อโตไซไลน์กลับบ้าน

อ้อ ตอนบ่ายสามโทรศัพท์เข้าไปรายงานที่สำนักงานด้วย เพราะไม่ได้บอกมันไว้ล่วงหน้า อูเอโนะรับสายก็บอกไปว่า ตอนนี้อยู่อะคิฮาบาระ วันนี้จะไม่เข้าที่ทำงานละนะ เธอฟังแล้วพูดอะไรก็ไม่ค่อยเข้าใจ สงสัยคงงง แล้วก็ขอตัวสักประเดี๋ยว

กลับมาพูดต่อบอกว่า อูชิยามะซัง อนุญาตแล้วค่ะ

ใจนึกขึ้นมา ตาย เวรกรรม ต้องขออนุญาตมันด้วยนิ

หนูตะเภาตัวน้อยๆ ของอาซาฮี ชิมบุน จำใส่กระโหลกเอาไว้ด้วย

นั่งรถมาถึงสถานีที่หอพัก เดินออกมา อู้ฮู ตัวสั่นงั่กเลย หนาวน่ะสิ

เดินไปคิดไป ให้พี่ก้อยส่งเสื้อยืดมาอีกดีกว่าละมั้ง

แวะคอนวีเนียนสโตร์เจ้าประจำ ซื้ออะไรก็ไม่รู้เหมือนกับเต้าหู้ หวังว่าจะเป็นเต้าหู้จืดๆ กะจะกินแกล้มกับมาม่าต้มยำ

เสริมโปรตีน

กลับมาถึงหอ ขนเสื้อผ้าไปซัก รวมทั้งถุงเท้า เหม็นๆ แล้วก็มานั่งพิมพ์บันทึกรอเวลาให้ซักเสร็จ ผ่านมานานกี่นาทีแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันเนี่ย เดี๋ยวต้องลุกไปดู ซักเสร็จปั่นแห้งต่ออีก

ห้าโมงสี่สิบอากาศในห้องเย็นเยือกเลย ลุกไปเอาผ้าเข้าเครื่องปั่นแห้ง เปิดฮีตเตอร์ดีกว่า หนาวจับใจ

เสร็จทุกอย่างแล้วเข้านอน

วันต่อไปจ้า

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก