บันทึกจากญี่ปุ่น

๘ เมษายน ๒๕๔๓

ฮานามิ

ที่จริงวันนี้วางแผนว่าจะนอนเสียให้จั๋งหนับ ขนาดที่ว่าอาหารเช้าก็ไม่สั่งเอาไว้ คุณผู้จัดการหอถามเมื่อคืนว่าไม่สั่ง ลืมหรือเปล่า บอกแกว่าไม่ได้ลืม แต่จะนอนตื่นสายมากๆ เลยไม่สั่ง ไม่คิดจะกินอะไรละ ไว้ไปฟาดเอาตอนไปชมดอกซากุฮานามิใต้ต้นซากุระที่นัดไว้ตอนบ่ายสองโน่นเลย

แต่แล้วก็เหมือนกรรมตามมาสนองอีกเช่นเคย ไม่รู้ชาติก่อนไม่ทำอะไรไว้

กำลังหลับอย่างสุขารมณ์ เสียงเคาะประตูปังๆ ปังๆ คงหลายปังอยู่หรอก ตอนยังไม่เก้าโมงเช้า งัวเงียจากใต้ผ้าห่มลุกไปเปิดประตู

คุณผู้จัดการหอ ถือโทรศัพท์มือถืออันเล็กๆ บอกว่ามีคนโทรศัพท์มาหา

ใครหว่า

น้าใช้อินเทอร์เน็ตแล้วไม่ค่อยถอดสายออกเอาโทรศัพท์เสียบเข้าที่เดิม คนเลยโทรเข้ามาที่ห้องไม่เคยได้

พอรับโทรศัพท์ ด้วยอาการกระมิดกระเมี้ยน แง้มประตูออกนิดเดียว กลัวพี่เขามองเห็นเข้ามาในรังหนูน้อยๆของน้าน่ะสิ อายเป็นเหมือนกันนะ

ปรากฏว่าคนโทรศัพท์มาคือคุณมาเอกาวะ อยู่อาซาฮี ชิมบุน ที่นัดจะไปฮานามิแถวบ้านเขานั่นแหละ พี่แกพูดอะไรไม่ค่อยรู้เรื่อง จับความได้ว่าบ่ายสองช้าไปหน่อย ขอเลื่อนขึ้นมาเป็นเที่ยงก็แล้วกัน

เที่ยงก็เที่ยง จะเป็นไรไปเล่า

แกทำท่าจะพูดต่อ ..แอนด์ เดน.... น้ารีบตัดบทเลย โนพล็อบเบลม บาย

เพราะมันฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ยิ่งทางโทรศัพท์ด้วย แล้วยังไม่อยากให้ท่านผู้จัดการหอแกมองเห็นเข้ามาในห้องมากนัก

พอทางโน้นบายกลับมา น้าก็คืนโทรศัพท์ให้ผู้จัดการหอ

รีบถอยเข้าห้อง ปิดประตู

เวรกรรม ลืมธรรมเนียมชั้นดีของพี่ยุ่น ไม่ได้ชอบคุณ อะริกะโตะ โกไซมัส แกเลย แย่จริงๆ

ตกลงตื่นก่อนเวลาอันควร แล้วก็นอนหลับต่ออีกไม่ได้ นั่งมองตารางงานที่ต้องทำให้เสร็จทั้งหมดภายในสามวันนี้ หันไปมองกองผ้าที่ยังไม่ได้ซัก

ปลงครับพ่อแม่พี่น้อง

แต่ปลงได้ไม่นาน เพราะต้องรีบทำธุระให้เสร็จก่อน กะว่าการเดินทางราวๆหนึ่งชั่วโมงในซับเวย์ บวกเดินออกจากหออีก ต้องรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ

ลงไปจิบน้ำชาแก้หนาวข้างล่างก่อนอาบน้ำ จะชงชา แม่บ้านเดินเข้ามา เห็นกาน้ำชามีเศษชาเยอะ เลยแย่งเอาไปล้าง ช้าไปอีกหน่อย จิบชาหมดถ้วยก็ไปอาบน้ำ ไม่สนใจใครแล้ว มีคนยืนแก้ผ้าหน้าห้องน้ำอยู่คนหนึ่ง เขาอาบเสร็จแล้วกำลังเช็ดตัวอยู่

เข้าไปในห้องน้ำมีอีกคนอาบอยู่

ต่างคนต่างอาบสิ

มีเรื่องอยากจะบ่นนิดหน่อย อาทิตย์ที่แล้ว พวกเด็กจบใหม่และเริ่มทำงาน มาพักอยู่ที่หอเยอะเลย ห้องอาบน้ำก็เลยเขลอะๆ ไอ้พวกนี้หยิบเก้าอี้ไปอาบน้ำ แล้วก็ไม่ยอมเก็บ ปล่อยทิ้งเกะกะ

ก่อนหน้านี้ คือ ก่อนไอ้พวกนี้จะมาน่ะ ไม่มีความไร้ระเบียบอย่างนี้ให้เห็นนะ

ทำไมคนรุ่นใหม่ของโลกจะต้องเป็นอย่างนี้ด้วยไม่รู้

นั่งรถไฟไปถึงที่ก็ชั่วโมงเดัยวอย่างที่กะไว้ คุณมาเอกาวะมารอตรงทางออกเลย เดินออกจากใต้ดิน ภรรยาแกก็รออยู่ปากททางข้างบน เดินไปนิด ลูกชายสองคนก็เดินสวนมาหา และอีกนิดก็เจอลูกสาว

หอบเสื่อหอบข้าวของกันไปที่สวนสาธารณะ โยโยกิ ใหญ่และสวยซะไม่มี

คนเตมไปหมด มาฉลองกันใต้ต้นซากุระ แต่สวนสาธารณะสวนนี้เขาไม่ให้ค้างคืน ห้าโมงเย็นก็ปิดแล้ว เหลือแต่พวกโฮมเลส หรือพวกจรจัด กางเต๊นท์กัน

นั่งจิบเบียร์ ตามด้วยไวน์ กินกับข้าวที่ภรรยามาเอกาวะทำมาคนละคำสองคำ ลูกๆก็ค่อยทยอยถอยไปทีละคน คนเล็กเพิ่งขึ้นปีหนึ่ง ซีเนียร์ ไฮสกูล หรือมอสี่ หัดผูกไทค์ใหญ่ วันนี้เขาต้องไปโรงเรียนวันแรกมั้ง

ลูกสาวเริ่มปีหนึ่งมหาวิทยาลัย จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่เขาว่าเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น มีแต่นักศึกษาผู้หญิง ลูกไม่อยากเรียนหรอก พ่อเขาบอกว่าเด็กผู้หญิงอยากเรียนมหาลัยทั่วไปที่มีเด็กผู้ชายด้วย แต่แม่เขาอยากให้เรียน เพราะเขาเป็นศิษย์เก่ามาก่อน

เธอลาไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารใกล้แถวนี้

เด็กมหาลัยเขาต้องทำงานหาเงินไปด้วย เป็นธรรมเนียม

เหลือลูกชายคนกลางกำลังเรียนซีเนียร์ ไฮสกูลอีกคน นั่งอยู่ด้วย สักพักก็ไปเหมือนกัน จะไปพาร์ตี้กับเพื่อนร่วมชั้นของเขาที่ไหนก็ไม่รู้

ตกลงสี่โมงเย็นเหลือกันอยู่สองตากับหนึ่งยาย สักพักก็เลิกรา เก็บข้าวของเดินไปบ้านเขา เป็นอพาร์ตเมนต์ เขาอยู่ชั้นสอง มันก็มีห้องครบพ่อแม่ลูก สภาพภายในดีมาก แม้จะเล็กไปนิด เพียงแค่ไม่บริเวณนอกบ้านเท่านั้นเอง

ค่าเช่าเขาเดือนละเท่าไหร่รู้หรือเปล่า คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆหนึ่งแสนบาทต่อเดือน

นั่งคุยกันอยู่ในบ้านสักชั่วโมง น้าก็ดูนาฬิกา บอกว่าจะกลับแล้วนะ

เขาบอกว่า ไปกินข้าวมื้อเย็นกันก่อน แถวนี้แหละ ชิบูยะ มีอาหารไทย เราก็อึกอักๆ แบบว่างานมันเยอะ พี่เขานึกว่าเราต้องกลับมากินมื้อเย็นที่หอ เขาก็เลยบอกว่า โทรศัพท์ไปยกเลิกสิ

น้าจนปัญญาเลยบอกเขาไม่ต้อง ไม่จำเป็น ไปเลยไป ไปเจี๊ยะข้าวเย็นกัน

ออกมาจากห้อง รอเมียเขาอยู่ ก็เลยถามว่า รู้จักบังคามูระมั้ย มันจะมีงานประมูลภาพศิลปะของศิลปินปลายคน มันอยู่ชิบูยะเหมือนกัน

พี่เขาบอกว่า เออ แถวเดียวกันกับที่จะไปกินข้าวนี่แหละ

ครบสามคนออกมาก็เดินกันไปย่านชิบูยะ เห็นตึกบังคามูระ ใหญ่เลยเชียว เดินเข้าไปดูข้างใน กะว่าพรุ่งนี้จะมาดู แต่พอเข้าไปแล้วก็เลยเจอไอ้ที่เอางานศิลปะมาประมูลนั่นแหละ

มีภาพที่รู้จักก็ของ ปิกัสโซ่,ซัลวาดอร์ ดาลี และ แอนดี้ วาโฮล

นอกนั้นไม่รู้จัก

ไม่น่าเชื่อว่าภาพแท้ของศิลปินดังขนาดนี้ จัดในแกลเลอรี่ที่เล็กขนาดห้องแถวสองสามห้องเมืองไทย แล้วก็ติดรูปแบบติดดะเต็มข้างฝาเลย

รูปหนึ่งของปิกัสโซ่ ราคาเริ่มต้นแค่ หมื่นสามพันบาทเอง

เท่าทีดูชอบปิกัสโซ่มากกว่าเพื่อนแฮะ มันเรียบง่ายดี สีสด คมเฉียบ

ดูสักพักก็ออกมาเดินไปร้านอาหารเอเชียแถวๆนั้น กินต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้น รสชาติแปลกๆ ไม่ไทย แต่ก็อร่อยดี

จากนั้นก็เดินกลับไปขึ้นซับเวย์

ชิบูยะเป็นเมืองน้องใหม่สุดของโตเกียว แต่โด่งดังเหมือนย่านดังๆของญี่ปุ่นนั่นแหละ ตกค่ำคนยั้วเยี้ยไปหมด ใครเคยไปต่างประเทศจะรู้ภาพแบบนี้ ใครไม่เคยไปก็ไปดูปลาร้าที่เขาหมักแล้วหนอนมันขึ้น

เยอะขนาดนั้นเลยน้อง เยอะจริง คนมันออกมาทำเหวอะไรนักก็ไม่รู้

ถามเขานะว่าทุกวันเลยเหรอแบบนี้ เขาว่าใช่ทุกวัน ตกค่ำแห่กันออกมาแล้ว

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก