บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ 
นางาซากิ

นางาซากิ เป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก 
จะเรียกว่าเป็นเมืองในหุบเขาก็ได้  ตัวเมืองอยู่ในแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขา 
ต้องยอมรับว่าเมื่อนั่งแท็กซี่ออกมาจากสถานีรถไฟ เราก็หลงเสน่ห์ของนางาซากิ
เข้าให้แล้ว ตึกรามของเขามีลักษณะแปลกออกไปจากเมืองอื่นของญี่ปุ่น มันค่อน
ไปทางยุโรป 
	มารู้ทีหลังว่าเพราะนางาซากิเป็นอีกเมืองหนึ่งของญี่ปุ่นที่เปิดรับต่างชาติ
ในขณะที่ส่วนอื่นๆปิดหมด นางาซากิจึงคราคร่ำไปด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายเชื้อชาติ
ว่ากันว่าสมัยก่อนโน้นนักศึกษาของญี่ปุ่นเองก็มารวมกันที่นีขูดเอาความรู้จากชาวตะวันตก
	บรรยากาศของนางาซากิจึงมีหลายส่วนปนๆกันไป มีทั้งยุโรป จีน และ 
ญี่ปุ่นเอง อิทธิพลของจีนที่นี่ก็เยอะ มีไชย่าทาวน์ใหญ่โตอยู่กลางเมือง มีร้านทำบะหมี่
ขายมากมาย เป็นสินค้าเด่นของเมืองนี้เลยทีเดียว
	เช็คอินเข้าโรงแรมแล้วก็ออกไปดูสถานที่จัดงานรำลึก เด็กรุ่นใหม่ๆหลาย
คนอาจจะไม่รู้ว่านางาซากิ เป็นอีกเมืองหนึ่งซึ่งโดนระเบิดนิวเคลียร์ถล่ม ลูกที่สองถัดจาก
ฮิโรชิมาสามวัน คนตายเจ็ดหมื่นกว่าคน บาดเจ็บและรับผลพวงจากนิวเคลียร์อีกเจ็ดหมื่น
กว่าคน
	เข้าไปที่พิพิธภัณฑ์สงคราม  ที่นี่จัดทำได้สวยและเร้าอารมณ์กว่าฮิโรชิม่าเยอะ 
	กลิ่นอายของสงครามและความตายอวลอยู่ในบรรยากาศ  เราค่อยซึมซับข้อมูล
เข้าไป  เขาไปตบท้ายด้วยข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบอะไร
เกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ของอเมริกานี่แหละ สรุปไว้ว่าการตัดสินใจหย่อนระเบิดนิวเคลียร์
ลูกที่สองลงที่นางาซากินั้น ไม่มีความจำเป็นเลย
	รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจะยอมแพ้อยู่แล้ว ไม่มีเป็นอื่นหลังจากโดนลูกแรกเข้าไป
ที่ฮิโรชิม่า  เพียงกำลังหาหนทางประกาศยอมแพ้แบบไม่เสียหน้าเท่านั้น
	แต่อเมริกาตัดสินใจหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สอง..ดูมัน
	เมื่อทบทวนประวัติศาสตร์ดู  จะพบว่าอเมริกาต้องการยุติสงครามอย่างรวดเร็ว
หลังจากรัสเซียประกาศเข้าร่วมสงครามในฝ่ายพันธมิตร ว่ากันว่ามันคือชิงความเป็นเจ้า
 อเมริกาไม่ต้องการให้รัสเซียแสดงบทบาทใดๆ วันที่รัสเซียประกาศเข้าร่วม อเมริกา
ก็ตัดสินใจถล่มนางาซากิ เป็นอันเสร็จพิธีครองความเป็นเจ้า 
	อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นไปโทษอเมริกันฝ่ายเดียวก็ไม่ได้  การขยายอำนาจของ
ญี่ปุ่นเข้ารุกรานประเทศอื่นในเอเชียนำมาสู่สงครามโลกครั้งที่สอง  
	จะพูดว่าญี่ปุ่นริเริ่มสงครามก็ว่าได้ 
	เท่าที่ผ่านมาจากอนุสรณ์สถานสงครามของญี่ปุ่น ไล่มาจากโอกินาว่า ,ฮิโริม่า 
จนมาถึงนางาซากิ  บนเรียนที่เขาสรุปออกมาก็คือ โลกนี้ควราจะปลอดจากสงคราม 
ปลอดนิวเคลียร์ โดยอาศัยบทเรียนอันปวดร้าวเป็นเครื่องเตือนความจำ ไม่ใช่ตอกย้ำความแค้น
	น้ายังมานั่งนึกๆว่า เราไม่ควรไปดูซากปรักหักพังของอยุธยาเพื่อเพิ่ม
ความเคียดแค้นชิงชังต่อพม่า กาลเวลาผ่านไปมันไม่ได้อะไรขึ้นมา
	แต่เห็นหน้าไอ้หมักมันอดแค้นไม่ได้ พับเผื่อยเถอะ
	ออกจากพิพิธภัณฑ์อย่างเร่งรับตามฟอร์มของพ่อจอมชี้ หาข้าวกลางวันกิน 
เข้าไปในร้านจีน กินบะหมี่อีกแบบของนางาซากิ ... บทเรียนเรื่องบะหมี่  นางาซากิเขา
มีชื่อเรื่องบะหมี่ที่เรียกว่า ชัมโป ราเม็ง
	บะหมี่รวมมิตรทะเล
	ชามนี้ใส่ผักเยอะเลย มีกระหล่ำปลีเป็นหลัก และผักอย่างอื่นๆแซม 
เช่น หน่อไม้ หอมใหญ่ ถั่วงอก เห็นหอม  ส่วนทะเลก็กุ้ง ปลาหมึก แถมยังมีหมูชิ้น
เล็กๆ และโรยด้วยลูกชิ้นปลา มันไม่เป็นลูกหรอก เรียกไม่ถูก มันเป็นเส้นๆ น่ะ
	กินเข้าไปไม่มีอะไรนอกจากว่าอร่อยดีเหมือนกัน เสียแต่ว่าไม่มีพริกป่น
	หลังจากกินเสร็จก็กลับมาที่โรงแรม กลับมาทำไมไม่รู้ กลับมาเพื่อ
ทากากิซังจะบอกว่า ฟรีไทม์ จะไปไหนก็ไปตามใจ แล้วชวนกลับมาโรงแรมทำแมวอะไรไม่รู้ 
	ต้องเดินย้อนกลับไปอีก
	ออกเดินเล่นสำรวจย่านต่างๆแถวนี้  นางาซากิ เหมือนเมืองในยุโรปที่
เดินเล่นๆเอาเพลินได้ เลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยจะเห็นอะไรแปลกๆชื่นตาชื่นใจ 
	บ้านเมืองมันอยู่ในเขา ทางเดินก็เลยขึ้นๆลงๆ สนุกไปอีกแบบ 
	เดินไปย่านที่เป็นร้านอาหารและจุดท่องราตรี  ลองมองหาป้ายร้านอาหาร
ไทยดูด้วย ไปจ๊ะเอ๋เข้าจนได้ร้านหนึ่ง ชื่อ ยินดี อยู่บนชั้นสี่ของอาคาร แต่ดูไปน่าจะไม่ใช่
ร้านสำหรับมานั่งกินข้าว น่าจะเป็นประเภทสแนกบาร์ที่มีสาวๆมานั่งตักอะไรแบบนั้น 
เพราะซอยนี้สแแนกบาร์เกลื่อนเลย
	อิอิ พี่น้อง นี่มันไม่ใช่กลางคืน เขายังไม่เปิดหรอก ไม่ได้เข้าไปดู
	เดินท่อมๆไปเรื่อย ไปเจอเอาตลาดนัดเข้า ยายแก่ๆมาขายผักขายหญ้า
ขายปลากันข้างถนน ไม่ต่างไปจากตลาดนัดเมืองไทยเท่าไรนัก ถ่ายรูปมาด้วย ถ้าไม่มี
คนในรูป อาจจะคิดว่าเป็นเมืองไทย  
	เดินออกจากย่านนี้ก็ไปอีกฟากถนน เข้าสู่ถนนช็อปปิ้ง  ญี่ปุ่นนี่ทุกเมืองจะ
มีถนนช็อปปิ้ง  พื้นถนนปูอิฐสวยๆ เดินกันให้ควั่กทั้งวันยังกับไม่มีงานการทำกันนอกจากช็อปปิ้ง
	ดูๆไปไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะของที่ขายๆเป็นของสมัยใหม่ทั้งนั้น
	พอใกล้เวลานัดก็กลับโรงแรมอาบน้ำอาบท่า ออกมากินข้าวเย็นกับพ่อจอมชี้
เหมือนเดิม การเดินทางเที่ยวนี้น้าพูดน้อยลงๆทุกวันๆ  มันรำคาญเต็มทีแล้ว โธ่ ไอ้เสียง
ฟืดฟาด  ฮ่าซซซ  อ้าาาา อะไรของมันทั้งวันนี่เซ็ง แล้วเราก็เริ่มเบื่อกับการวิ่งไล่ควายเต็มแก่ 
หลังๆปล่อยให้มันเดินของมันไป  เราจะทอดน่องของเรา  บางทีมันไปไกลเป็นร้อยเมตรเลย
นะ แล้วหยุดรอ
	ให้มันรู้ซะมั่ง
	มื้อเย็น เดินหาร้านอาหาร ตามมาตรฐานของพ่อจอมชี้ หนึ่ง ราคาถูก 
สอง ร้านนั้นต้องคนเยอะ คนเยอะพี่เขาแปลว่าอร่อย ถ้าร้านไม่มีคน แสดงว่าไม่อร่อย 
นี่...เจ๋งมั้ย
	พอดีฝนตกลงมานิดหน่อย ไม่เห็นจะเท่าไร  แต่คนธรรมดากลัวฝน ก็เลย
แวบเข้าร้านจีน แกบอกว่าน่าจะเป็นร้านไต้หวัน  เด็กสาวเสิรฟ หน้าเหมือนคนจีนเด๊ะ 
ปฏิเสธเป็นเด็กขาดว่าเธฮมาจากชิโกกุ หรือจีนแผป่นดินใหญ่ ไม่ใช่ไต้หวัน พูดภาษา
ญี่ปุ่นๆไม่คล่องเสียด้วย
	อาหารมื้อนี้ไม่เหมือนมื้ออื่นๆที่เคยกินมา เริ่มด้วย กึ๋นต้มสุก ใส่จานมา 
จานเล็กๆ จิ้มซีอิ้วกิน ตามมาด้วยหมูต้มสุก ชิ้นสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างยาวราวนิ้วครึ่ง 
รองใต้จานด้วยกระหล่ำปลีซอย  จานนี้มีน้ำพริกบดใส่ถ่วยมาด้วย พ่อจอมไร้มารยาท
ตักพริกใส่มันลงไปในหมู แหมเขาเอามาให้จิ้มๆเอาตามใจแต่ละคน
	นี่ถ้ามีพริกป่นนะมันโรยลงไปไม่เกรงใจคนร่วมโต๊ะแล้ว คือ หมอนี่ไปกิน
อะไรที่ไหน ถ้าเขามีอะไรบนโต๊ะให้ใส่ละก็มันใส่หมด พริกไทย พริกป่น ซอส ซีอิ๊ว น้ำส้ม  
ไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร   วัฒนธรรมการกินแบบไหนของพี่เขาก็ไม่รู้
	จานที่สามเป็นเต้าหู้เย็น โรยด้วยอะไรบางๆ ไม่รู้ว่าอะไร มีต้นหอมซอย
นิดหน่อย คนละจาน
	จานที่สี่ เกี๊ยวซ่า อันนี้มาคนละจานเช่นกัน
	หกอันกินไปแค่สองอัน จุกน่ะสิ
	พี่เขาเลยขอที่เหลือไปกินอีก แล้วก็ตามมาด้วยจานที่หก มันไม่อิ่มไง 
ทากากิซังต้องตบท้ายด้วยข้าว เขาจะสั่งข้าวผัด บอกว่ามาแบ่งกันคนละครึ่ง น้าบอก
ว่ากินไปคนเดียวเถอะ เกี๊ยวซ่ายังไม่หมดเลย
	ตกลงได้ข้าวผัดมาจาน   พี่เขากินอย่างเอร็ดอร่อย โฮก...ฮ่า...ซูดๆๆ  อื้อ...
	กินข้าวแบบญี่ปุ่น ต้องมีซาวนด์เอฟเฟค แต่หมอนี่เฟคเกินเหตุไปหน่อย
พี่เล่นเฟคทุกคำเลย ขนาดไม่ได้กินอะไรก็ยังมีเอฟเฟคต์ตลอดเหมือนกัน เลยว่ากันไม่ได้
	อิ่มหนำไม่สำราญ เพราะเหนื่อยและเพลีย  กลับโรงแรมนอน
	ได้บัดดี้โฟนกับอี-แฟมิลี   ไอ้เจ้าน้ำมันบ่น อ้าว พ่อไม่เอาไมค์มาแล้วเปิด
ทำไม  ไรวะ ก็เอ็งพูดมาพ่อพิมพ์ไปก็ได้นี่นา
คุยกันไม่ทันไร เครื่องมันรวน ก็เลยปิดมันเสียเลย 
	นอนดีกว่า
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก