บันทึกจากญี่ปุ่น

๙-๑๐ เมษายน ๒๕๔๓

หัวปั่น

วันอาทิตย์ไม่ค่อยมีอะไร ชีวิตหมกอยู่แต่ในห้องเพราะงานเยอะ หยุดสงกรานต์ที่เมืองไทยทำให้ทับถม มาเจอต้องไปฮอกไกโดอีก หนักเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะใช้เวลาหาข้อมูลจากเว็บเสียมากทั้งวันทั้งคืนก็ว่าได้

วันนี้เช้ากินข้าวที่หอ แล้วก็ทำงาน บ่ายๆลองทำผัดผักคะน้า ซื้อผักมาสองสามวันก่อน กะผัดกับเนื้อ

พอเอาออกมาจริงๆ ไม่ใช่คะน้าวุ้ย ผักอะไรก็ไม่รู้ ก้านมันคล้ายยอดคะน้าเฉยๆ

แต่ก็ช่างมัน ทำกินเข้าไปเหอะ ให้รสชาติมันออกไทยๆเข้าไว้ละกัน

เอาผักคล้ายคะน้าออกมาจากตู้เย็น หั่นๆเข้า คลุกเนื้อกับน้ำมันมะกอก (ก็มันหาได้แต่ไอ้นี่ และชัวร์ว่าเป็นน้ำมันพืชแน่นอน) ใส่น้ำปลาพริกไทยกระเทียม ตามสูตรหนูพิม มันต้องทำเนื้อให้สุกก่อน แต่น้าไม่มีชามเชิมอะไรแล้ว เลยเอาผักลงไปคลุกๆด้วย เหยาะน้ำตาลทรายไปนิด

แล้วเอาลงไปอบ

พักหนึ่งก็ได้ ผักมันรสชาติแปลกดี แต่แปลกไม่มาก

กินกะข้าวสวยร้อนๆ สบายไปอีกมื้อ แล้วก็ทำงานต่อไปเหมือนเดิม

อ้อ ออกไปเดินซื้อเสบียงมาหน่อย สักครึ่งชั่วโมงเอง

ตอนค่ำ ...ดึกมากกว่า ยังเขียนอะไรไม่ออก ได้แต่เซฟข้อมูลไว้ จัดเสื้อผ้าเข้ากระเป๋า แล้วทำแกงจืดผักปวยเล้งมาซดกับข้าวสวยที่เหลือต่อ แล้วก็นอนมันซะเลย

เดี๋ยววันจันทร์ค่อยว่ากันเรื่องงาน ให้มันรู้กันไปข้าง

ตื่นเช้ามาวันจันทร์ สายนิดหน่อย แปลกๆ เพราะห้องมันสั่น โคมไฟก็แกว่ง แผ่นดินไหว หรือใครห้องข้างบนกระโดดกันแน่ ไม่แน่ใจ ไม่มีสัญญาณเตือนภัยอะไร

คงผวาไปเองมั้ง

ออกไป เจอเกรกอรี่ ในห้องซักผ้า กำลังโกนหนวด พี่เขาถามว่า เมื่อคืนดูหนังเหรอ บอกว่าเปล่านี่ ก็เลยถามว่าเรื่องอะไร เกรกอรี่บอกว่า ไฟนอล คัต

ฮ่าๆๆ ท่าทางจะคอใกล้ๆกัน น้าไม่ได้ดูหนังหรอก แต่เมื่อคืน หาข้อมูลบนเว็บแล้ว ใช้แนปสเตอร์ดาวน์โหลดเพลงของพิงค์ ฟลอยด์ ไปด้วย ชุด เดอะ ไฟ นอล คัต เป็นชุดสุดท้ายก่อนที่ โรเจอร์ วอเตอร์ จะแยกตัวออกมาจากพิงค์ ฟลอยค์ ชุดโปรดของน้า

เกรกอรี่คงได้ยิน เพราะน้าเปิดดังลั่นห้อง เพลงพิงค์ฟลอยด์นี่ถ้าไม่เปิดลั่นไม่ได้หรอก เพราะบางช่วงมันกระซิบเบามาก tell me truth , tell me why , why's Jesus crusified, was this the reason dady died, was it you, was it me ,that I watch too much T.V.

ต้องยืนยันหน่อยว่า ถึงจะโหลดเพลงเอ็มพีสามมาฟัง แต่จะมาว่าละเมิดลิขสิทธิ์เต็มที่ก็ว่าไม่ได้ ไอ้ เดอะ ไฟนอล คัต เนี่ย ซื้อเทปลิขสิทธิ์มาสามครั้งแล้ว มาที่นี่ไม่ได้เอาเทปมา จะให้ไปฟังจากที่ไหนล่ะ ถ้าไม่หาโหลดจากอินเทอร์เน็ต

มีเพลงของคนอื่นๆอีกหลายคนที่โหลดมา แต่ก็ล่วนเป็นเพลงที่เคยซื้อตอนอยู่เมืองไทยทั้งนั้น ริคกี้ ลี โจนส์ เอย

นีล ยัง เอย วาเนสซ่า แม เอย มาว่ากันไม่ได้หรอก

ทำธุระเสร็จเผ่นโลด วันนี้ซับเวย์เกิดพิลึก มีปัญหา แล่นช้า แล้วก็จอดในที่ไม่ควรจอดบ่อย ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร ไม่ถึงกับถูกไล่ลง แต่กินเวลามากกว่าปกติ

ถึงที่ทำงานเกินสิบโมงครึ่งแน่ะ

วันนี้คุณทากากิ รองผอ.อาซาฮี เอเชีย เน็ตเวิร์ก ต้องจัดโปรแกรมารายละเอียดทั้งหมดให้ ก็เสร็จเรียบร้อยดี นัดกันบ่ายสองไปดูสถานีรถไฟที่จะเจอกันพรุ่งนี้เช้า

ทากากิซัง ไปเป็นนักข่าวประจำซิดนีย์อยู่สองปี กลับมารับตำแหน่งที่นี่ก็เริ่มงานทันที ภาษาอังกฤษแกก็เห่ยพอๆกับน้า ฮ่าๆ แกเสียงดังดีเวลาพูด แต่แบบสำเนียงญี่ปุ่นน่ะ แถมยังผสมภาษาญี่ปุ่นตลอดเวลาพูด

สนุกเลย

แล้วแกมีลักษณะพิเศษอยู่อย่าง แกชอบเขียนอะไรลงบนกระดาษ

เช่น พรุ่งนี้เจอกันที่นี่นะ แกก็จะเขียนลงไปบนสมุดว่า ทากากิ จะเจอกับคุณตอน เจ็ดโมงเช้า ที่ชิมบาชิ สเตชั่น

จากนั้น ทากากิกับคุณจะขึ้นรถไปที่สถานี ฯลฯ

ฮ่าๆ มันดี วันๆได้กระดาษหลายแผ่น เพราะพอแผนละเอียดขึ้นก็มีแผ่นใหม่มาอีก เปลี่ยนแผนก็เขียนใหม่อีก

แถมไม่ใช่ไปนั่งแอบเขียนนะ เดินคุยๆกันไปเนี่ย เอาขึ้นมาเขียนแล้วฉีกให้เลย

วันนี้ได้มาหลายแผ่นมากเพราะต้องไปฮอกไกโดกับแกวันจันทร์ เดินไปดูสถานีที่นัดเจอกัน เสร็จสรรพ เปลี่ยนใจ แกจะมารอที่สถานีตรงหอพักน้าเลย บ้านแกเลยสถานีน้าไปอีกไกลเหมือนกัน

วันนี้นั่งปั่นงานทั้งวัน ไม่มึน แต่แทบไม่ได้คุยกับใครเลย

กลางวันไปกินข้าวที่โรงอาหาร ถูกดีนะ มากินที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ต้องพยายามฝึกชื่ออาหารเอาไว้ให้คล่อง พนักงานเขาคงรู้ เพราะที่ตึกนี้มีสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รวมทั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศด้วย ก็ท่องกันเอาทั้งนั้นแหละ เวลาจะกินอะไรก็บอกเขาไป แล้วพยักหน้าเอา

ถ้าพยักหน้าแล้วไม่ได้อย่างที่คิด คราวต่อไป สั่นหัวละกัน

กินบะหมี่เข้าไปชามเบ้อเร่อ แต่ของอูชิยามะซัง ชามมันใหญ่กว่าเราอีก มันสั่งพิเศษว่ะ ยังกับกาละมัง

แล้วเล่าให้ฟังด้วยว่า วันก่อนไปกินร้านบะหมี่จีน ราเมง เขามีราเมงต้มยำกุ้งด้วย ใหญ่กว่าไอ้ชามที่มันกำลังกินอยู่อีก ฮ่าๆๆมันจะกินบ้านกินเมืองกันหรือยังไงไม่ทราบ

คนเหมืองหนาวก็คงยังงี้แหละ กินจุ แต่อาหารทางญี่ปุ่นยังดี มันไม่ค่อยมีคลอเรสเตอรอลมากแบบตะวันตก ไอ้พวกนั้นอมโรคกันทั้งนั้น แต่มาอวดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ..อะโด่

ตอนห้าโมงเย็น อูชิยามะซังก็มาไล่ให้กลับบ้าน บอกว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามืด เข้าทางเลย อั๊วก็อยากกลับเหมือนกัน ทำงานต่อแป๊บเดียว รีบเก็บข้าวของกลับ

เอาไอ้กล้องแคนนอน อีโอเอสมาด้วย

แล้วก็ตามฟอร์ม มาถึงหอนั่งทดลองมัน จะบ้าตาย กล้องอิเลกทรอนิกส์นี่มันอะไรของมัน ไม่เข้าใจเลย กว่าจะใส่ฟิล์มได้ก็แทบตาย แถมใส่ได้(ไม่แน่ใจนะ) กว่าจะถ่ายได้ ก็วุ่นแทบตาย ได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

แต่มันแปลกๆพิกล กดชัตเตอร์ แล้วกว่ามันจะชัต นานหลายนาที เลยโยนกลับเข้าถุง ไม่เอาดีกว่า กลัวไปดูเหตุการณ์ภูเขาไฟไม่ได้รูปกลับมา

คุยไอซีคิวกะไอ้รี่ หลังจากเจรจราเรื่องงานเสร็จ มันพยายามสอนน้าอยู่เหมือนกัน อาจจะสำเร็จ แต่นี่ก็ยังไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้จะเอามันไปด้วยดีหรือเปล่า สองจิตสองใจ เพราะกล้องดิจิตอลของน้าตอนนี้ก็เริ่มรวนอีก เปิดไม่ค่อยได้ พอเปิดได้ ก็ปิดไม่ค่อยได้อีก ค่าถ่านแพงกว่าค่าฟิล์มเยอะเลย

ตัวมันเล็ก ได้รูปเล็กด้วย

ตกลงไม่ชัวร์หมด

ส่งงานเสร็จไม่มีอะไรแล้ว นอกจากดูแลจัดกระเป๋าข้าวของเตรียมไปลุยฮอกไกโด

สงกรานต์นี้ได้สาดลาวากันบ้างละเพื่อน

วันต่อไป

กลับไปเมื่อวาน

กลับหน้าสารบัญ

กลับหน้าแรก