บันทึกจากญี่ปุ่น....น้าตู่ ณ ชิบะ
๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ 
อำลาเสียที

เช้าต้องรีบตื่นเพื่อไปงานรำลึกระเบิดนิวเคลียร์  
ข้าวเช้าไม่ได้กิน  ออกไปเจอมากากิซัง พี่เขาเล่นกุงเกงขาสั้นเลย เท่ซะไม่มี ไปถึงสถานที่
ก็เข้าไปข้างใน คนมองเราแปลกๆ  มองทำไมวะ ไม่เคยเห็นคนหรือยังไง เข้าไปในปะรำ
เขากางเต๊นท์ เดินถ่ายรูปสามสี่รูป  แล้วหาที่นั่ง  ทากากิซังไปถามเจ้าหน้าที่  เขาบอกที่
สำหรับสื่อมวลให้ อยู่ด้านหน้าเลย
	อากาศค่อนข้างร้อน แถมเดินไปไหนคนก็มองแบบแปลกๆ  เลยไปนั่งมัน
ในที่สำหรับนักข่าว 
	นั่งสังเกตุไปเรื่อยๆ  แล้วน้าก็ค้นพบมันจนได้ว่าทำไมคนเขามองน้ากันจัง
	คือคนส่วนใหญ่เขาแต่งชุกขาวดำกันน่ะ แปลกไปจากโอกินาว่า และ ฮิโรชิม่าจริงๆ 
	ทีนี้น้าใส่กางเกงลูกฟูกสีกากี  ก็ยังๆไม่เท่าไร แต่ไอ้เสื้อคอกลมบาติค
สีเขียวอ่อนปนเหลืองนิดหน่อยนี่สิ สาเหตุ ถึงว่า มองกันจัง 
	เออว่ะ ที่นี่เขาไว้ทุกข์กันจริงจังกว่าที่อื่นเลย
	นั่งมองดูเขาแล้วสงสารนะ พวกผู้ชายใส่สูตรเต็มยศ  นั่งพัดกันจ้าละหวั่น 
คิดดูอุณหภูมิไม่น่าจะน้อยกว่า ๓๗ องศา มันมาธรรมเนียมอะไรของมันก็ไม่เข้าใจ  
	ทำไมไม่หาชุดหาเสื้อผ้าอะไรที่ใส่แล้วไม่ทรมานตัวเอง  ทำไมสังคมมาร่วมกัน
กำหนดความสุภาพเรียบร้อยแบบไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างนี้  ไม่เข้าใจ ไม่เข้าจาย
	นั่งดูด้วยความขำสักพัก โมริก็มา องครักษ์พิทักษ์โมริก็มากันเต็มเลย  
เขาเป็นถึงนายกรัฐมนตรีนี่นา  พวกองครักษ์นี่นั่งดูได้เป็นชั่วโมงไม่เบื่อนะ
 ดูว่าเขาทำยังไงมั่ง  ลูกนัยน์ตาสอดส่ายไปทั่วไม่มีหยุด  เสียงไม้จิ้มฟันหล่นยังหันมา
มองเลย 
	จำได้ว่าเมื่อตอนไปที่โอกินาว่า  ตอนจบงาน ตากล้องทีวีมันมาทำอะไรกับ
สายไฟข้างๆน้าก็ไม่รู้  ลำโพงที่ตั้งอยู่ตรงนั้นก็เลยส่งเสียงดังบึ้ม  องครักษ์พิทักษ์โมริ 
สองสามคนที่ใกล้โมริที่สุด มันก้าวถอยหลังไปเลย ถอยไปตรงโมรินั่ง  ตามันงี้ควง
สว่านไปรอบๆ  
	เออว่ะ น้านั่งดูพวกนี้อยู่เป็นชั่วโมง เราแยกคนพวกนี้ออกจากคนพวกอื่น
ก็โดยหูฟังที่เสียบอยู่ไง คนอื่นธรรมดานี่แม้จะแต่งชุดแบบเดียวกันสูทสีดำเขาก็ไม่เสียบหูฟัง
	สงสัยว่าพวกนี้จะพกปืนไหม น่าจะพกหรอก ไม่งั้นจะพิทักษ์นายกฯได้ไง
	อยากถามแต่ไม่กล้าถาม
	ได้เวลาพิธีก็ดำเนินไป คนโน้นพูดคนนี้พูด 
พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีคนแปล ทากากิมันก็แยกไปนั่งอีกที่หนึ่ง
คอยแต่จะถ่ายรูปโมริ  เราก็ได้แต่นั่งดู  
	หลังจากเสร็จพิธีกรรม ถ่ายรูปเพิ่มเติม 
ก็กลับโรงแรม เก็บข้าวของ เช็คเอาท์  แล้วฝากกระเป๋าเขา
ไว้ที่โรงแรม มีเวลาเหลืออีกสามชั่วโมง สำหรับเดินเล่น
	มันควรจะชวนหรือพาเราไปโน่นนี่ แต่มันไม่ 
 แถมบอกอีกว่า หรือน้าจะนั่งพักผ่อนอยู่ที่โรงแรม โธ่เอ๊ย 
ใช้สมองซะมั่ง โรงแรมนี้ล็อบบี้ก็ไม่มี  นั่งมองหน้ารีเซฟชั่น
สามชั่วโมงเนี่ยนะ ใช้หัวแม่ตีน
คิดหรือไง
	ตกลงต่างคนต่างไป  น้าเลยคิดว่าไปวัดตรงข้าม
โรงแรมดีกกว่า ออกไป
สวนกับทากากิซังอีกที  กลับมาเอาอะไรสักอย่าง พอออกที่ถนน 
มันต้องจะไปไหนสักที่ในใจแต่ไม่บอกเรา  บอกว่าจะไปวัด ชี้มือ
ไปที่วัดด้วย น้าไม่ตอบอะไร 
	อั๊วก็จะไปเหมือนกัน ข้ามถนนไปด้วยกัน พี่เขาฟอร์มแวะร้านขายของ 
อะโธ่ ลูกไม้ 
	เราไม่สนใจรอหรืออยู่ดูเขาหรอก เพราะเขาอยากไปคนเดียว ไปไหนก็
เรื่องของเขา เราจะไปวัด
	เดินไปสักสองร้ายเมตรก็ถึงวัด จ่ายเงินค่าเข้าไปร้อยเยน วัดนี้เป็นวัดสไตล์จีนเลย ข
นาดประตูชั้นในนั่นทำมาจากจีนแล้วขนใส่เรือมาเมื่อราวห้าร้อยปีที่แล้ว
	เดินสำรวจตัววัด แล้วขึ้นเขาไปสำรวจสุสาน หรือ หลุมศพนั่นแหละ ไปปลงกับชีวิต
ที่ปลิดปลง
	สักครึ่งชั่วโมง พอเหงื่อแตก เดินลงมา เข้าซอย  ซอยนี้เหมือนเดินในยุโรปไม่มีผิด  
แวะเข้าอีกวัดหนึ่ง วัดนี้ดูไม่เก่า ขึ้นไปข้างบน ที่ไหนได้ เขาเอาวัดทำเนอร์สเซอรี่เฉยเลย
	วัดในญี่ปุ่นมันมีสองแบบ วัดชินโตซึ่งพระและชีทำมาหากินตัวเป็นเกลียว ทำธุรกิจน่ะ 
ไม่ได้สั่งได้สอนอะไรคนหรอก  แค่รับจ้างประกอบพิธีกรรมและทำมาค้าขายเหมือนคนปกติ  
วัดอีกแบบคือวัดเซ็น นี่ก็ไม่มายุ่งกับโลกภายนอกเขาเลย อยากให้เขาสั่งสอนก็ต้องมากิน
มาอยู่กับเขาเป็นเดือน
	ญี่ปุ่นสมัยใหม่เลยเหมือนคนไม่มีศาสนา ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว มันถึงได้ฆ่าตัวตาย
กันจัง ประเภทคิดอะไรไม่ออกก็ตายเสียดีกว่า  
	ออกจากวัดนี้ก็เดินไปเรื่อยๆ เข้าถนนช็อปปิ้งเหมือนเดิม แต่เดินเลยไปเข้า
สายเก่า ถนนเล็กมาก ร้านรวงเป็นแบบเก่าๆ
เหมือนห้องแถวต่างจังหวัดเมืองไทย
	ไม่เหมือนตรงที่เขามีเสียงตามสายเปิดเพลงให้ฟัง
	ถนนนี้น่าเดินกว่าถนนช็อปปิ้งใหญ่  แต่ขอโทษทีสินค้าที่เขาขายไม่ติด
ราคาเป็นตัวเลขโรมัน 
	เดินสำรวจไปเรื่อยๆ มีความสุขดี  ใกล้เวลาเดินเข้าถนนช็อปปิ้งอีกที 
ซื้อเค้ก ที่เขาเรียกว่าแคลการี มาสองอัน เขาว่านางาซากิ มีชื่อเสียงในเรื่องแคลการี 
กะเอามาฝากผู้จัดการหอ  
	ได้มาแล้วก็เดินไปทางกลับโรงแรม ย้อนไปตรงวัด เพราะหัวมุมถนน
ตรงนั้นมีร้านกาแฟ เข้าไปข้างในคลายร้อน สัง ไอซ์ โคฮีมาแก้ว ร้านนี้เขาชงสดๆ 
เยี่ยม ได้มาแก้วแรกซดฮวบๆ สามสี่ทีหมดแก้ว  
	“ซูมิมาเซ็น”  แม่ค้าเดินเข้ามา น้าชี้ไปที่แก้วกาแฟ ยกนิ้วชี้ขึ้นทำนองว่า
เอาอีกแก้ว  เขาก็ทำท่างงๆ  
	“ไอซ์ โคฮี โมะ โอะ คูดาไซ”  แปลว่าขออีกแก้วหนึ่งครับ เธอไปชงมา
ให้อีกแก้ว  คราวนี้ค่อยๆนั่งดูดมองดูโน่นนี่ไปเรื่อย  ในญี่ปุ่นนี่ร้านกาแฟมันมีเต็มไปหมด  
ร้านกาแฟแบบนี้ หรืออย่างร้านนี้ กาแฟเขาข้นหอมอร่อย ลักษณะร้านก็เป็นแบบฝรั่ง 
ขนมนมเนยเต็มไปหมด เขาทำอยู่ชั้นล่าง 
	เกือบสามโมงครึ่ง  ลุกไปจ่ายตังค์เสร็จกำลังจะเดินออก แม่ค้าบอก 
ชอตโตะๆ  น้าก็เลยยืนรอ เธอเอาคุกกี้สีน้ำตาลอันเล็กในถึงพลาสติกส่งมาให้อันหนึ่ง  
	กาแฟเย็นสองแก้วแถมคุกกี้หนึ่งอันราคาเกือบสามร้อยบาท นี่แหละญี่ปุ่น
	กาแฟของร้านกาแฟแบบนี้อร่อย ถ้าเป้นกาแฟสำนักงานหรือร้านอาหาร
ละก้อ เหมือนกาแฟไอ้กัน
	แล้วกาแฟไอ้กันเหมือนอะไรรู้มั้ย
	เหมือนน้ำล้างถ้วยกาแฟ
	นี่ลูกเจ๊กขายกาแฟขอยืนยันเลย
	สาามโมงครึ่งมาปรากฏตัวที่โรงแรม เอากระเป๋าออกมาหาทางยัดเจ้า
แคลการีแท่งยาวสองแท่งเข้ากระเป๋า
	ทากากิซังมาช้าสิบห้านาที  ทีนี้ก็ฉุกละหุกเลย ต้องนั่งแท็กซี่ไปสถานี
รถบัส เพื่อไปสนามบิน
	ไปถึงตอนสี่โมงเย็นเวลารถออก จ่ายค่าตั๋วไปพันสองร้อนเยน คนแน่นรถบัส
เลย เอากระเป๋าคอมพ์ยัดเข้าชั้นข้างบน ทีนี้ยุ่ง จะเอาลงมาก็ลำบาก แว่นตาอยู่ในนั้น 
อยากอ่านหนังสือ กระเป๋าอีกใบวางอยู่บนตัก เอาวะ ตั้งชั่วโมง หลับก็ไม่ลง
อ่านก็อ่าน ว่าแล้วก็หยิบ แบล็ค เรน ออกมาอ่าน  ยืดหนังสือไปไกลๆหน่อย 
อ่านได้เหมือนกัน
	รสบัสแล่นไปเรื่อย  เทียบกับการนั่งรถราง...อือ นั่งรถรางในนางาซากิ
สามเที่ยว ค่าโดยสารร้อยเยนตลอดสาย รถรางนี่นั่งสนุก มันกระฉึกกระฉักดีเหลือ
เกิน ปราศจากความนิ่มนวล 
	แถมยังแออัดดีเหลือเกิน ชนกันอร่อยเหาะในรถราง
	มาถึงสนามบินนางาซากิ ซื้อแคลการีเพิ่มมาอีกสองอัน กะว่าเอามาลอง
อันหนึ่ง  ผู้จัดการหออันหนึ่ง  แม่บ้านสองคนอีกคนละอัน 
	เครื่องบินเที่ยวนี้บินมา เครื่องบินๆมา แต่ไม่ได้มาพร้อมสงคราม 
ไม่มีเสียงไห้ห่มระงมโหย
	นั่งอ่านหนังสือมาเรื่อย ถึงฮาเนดะ แยกกับพ่อจอมชี้ เขาไปขึ้นรถไฟ
ตรงสู่ชิบะ น้าต้องขึ้นโมโนเรลมาโตเกียว สเตชั่น
ต่อซับเวย์กลับหอ 
	แบกกระเป๋าหนักอึ่งสองใบมาถึงหออาบน้ำ ต่อเน็ตคุยกับที่บ้าน
	เสร็จแล้วก็นอนสิ  จะมีอะไรอีก
	อ้อ มี พิมพ์ต้นฉบับส่งอีกชิ้น
 

วันต่อไป
กลับไปเมื่อวาน
กลับหน้าสารบัญ
กลับหน้าแรก